ป.ป.ส. เปิดยุทธการตัดเนื้อร้าย ล้างบางราชการสีดำ
พลิกโฉมสายด่วน 1386 เป็นที่พึ่งพิงทุกปัญหายาเสพติด
ผุดไอเดียฟุตบอลลีกสร้างเยาวชนไทยเข้มแข็ง
ชี้ยาบ้าสายพันธุ์ใหม่หลอน เลว รุนแรง
พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เปิดเผยถึงยุทธศาสตร์และนโนยบายในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดว่า ที่ผ่านมาปปส. มุ่งเน้นการใช้งานใช้สายด่วน1386 เพื่อรับแจ้งเบาะแสผู้ค้าเพียงอย่างเดียว พบว่ามียอดสายเรียกเข้าประมาณ 1,000 สาย/เดือน แต่พอมีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่โดยยกระดับเป็น "ที่พึ่งทุกปัญหายาเสพติด" ซึ่งเป็นการพลิกโฉมตัวเองเข้ามามีบทบาทป้องกันและปราบปรามยาเสพติดในทุกๆ มิติ ทั้งรับแจ้งเหตุและให้คำปรึกษารวมถึงอำนวยความสะดวกในการบำบัดรักษา ส่งผลให้มียอดการติดต่อเข้ามาเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า คือประมาณ 4,000 สาย/เดือน โดยมีสถิติน่าสนใจคือมากกว่า 40% ของสายที่โทรเข้ามา จะเป็นครอบครัวที่ต้องการความช่วยเหลือในการนำลูกหลานไป "บำบัด" และแจ้งเหตุผู้เสพที่มีอาการคลุ้มคลั่ง โดยแน่นอนว่าทั้งสองเคสนี้จะต้องดำเนินร่วมกันเป็นคู่ขนานทั้งงานให้คำปรึกษาและงานป้องกันและปราบปราม
ปัจจุบัน ปปส. มีการทำงานในเชิงรุกอย่างเห็นได้ชัดเจนคือ จากเดิมที่เน้นรับเรื่องร้องเรียนหรือแจ้งเหตุต่างๆ จากนั้นก็จะส่งเรื่องให้พื้นที่ดำเนินการแล้วรอรายงานผล ซึ่งมักจะจบด้วยข้อสรุปว่า "ไม่พบพฤติการณ์" แต่เมื่อเปลี่ยนมาเป็นการทำงานในเชิงรุก เจ้าหน้าที่ปปส.จะลงพื้นที่ประกบทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ในท้องถิ่นทันทีที่ได้รับแจ้ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและเพิ่มความรวดเร็วในการดำเนินการอย่างทันท่วงที
ขณะเดียวกันในด้านบำบัดฟื้นฟู ก็จะเน้นส่งต่อผู้ป่วยไปยังสถานพยาบาล เช่น รพ.สต. หรือ สสจ. ตามนโยบาย "ผู้เสพคือผู้ป่วย" อุปสรรคใหญ่ไม่ใช่สถานที่บำบัด แต่คือการที่ "ผู้เสพไม่ตระหนักว่าตนเองเป็นผู้ป่วย" โดยกฎหมายใหม่มาตรา 113 เปิดโอกาสให้ผู้เสพเข้าสู่กระบวนการรักษาโดยไม่มีประวัติอาชญากรหากสมัครใจ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดผู้ค้าหน้าใหม่ที่ผันตัวมาเป็น "ผู้ค้าเพื่อหาเงินมาเสพ" และกินกำไรส่วนต่าง โดยมีเป้าหมายหลักคือ ต้องตัดวงจรไม่ให้เยาวชนและกลุ่มวัยรุ่นก้าวเข้ามาเป็นผู้เสพหน้าใหม่ ซึ่งหากสามารถป้องกันไม่ให้เกิดกลุ่มใหม่ได้ควบคู่กับการจัดการกลุ่มเดิม โดยเฉพาะปัญหา"ยาบ้า" ที่ระบาดอยู่ในสังคมแม้ว่าจะมีความหนักหน่วงมากขนาดไหน เราเชื่อว่ามีโอกาสชนะในสงครามยาเสพติดครั้งนี้
ปปส. เคยมีแนวคิดที่จะทำให้ราคายาถูกลงเพื่อให้ผู้เสพเข้าถึงได้ง่ายขึ้นและมีฤทธิ์น้อยลงไปมากๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้เสพไปก่ออาชญากรรมหรือสร้างผลกระทบต่อผู้อื่นเพื่อหาเงินมาซื้อยา อย่างไรก็ตาม สังคมไทยส่วนใหญ่ยังไม่ยอมรับแนวคิดที่รัฐจะเป็นผู้จำหน่ายยาเสพติดเอง จากการวิจัยของ ปปส. พบว่ายาบ้าในปัจจุบันไม่ได้มีแค่ เมทแอมเฟตามีน และ คาเฟอีน เหมือนเมื่อก่อน แต่มีการผสมสารอันตรายเพิ่มอีก 2 ชนิดที่วัยรุ่นเรียกว่า "ยาโปร" โปรเมทาซีน (Promethazine): ยาแก้แพ้ที่ยกเลิกตำรับยาไปแล้ว ส่งผลให้เกิดอาการภาพหลอนและหูแว่วและอีกตัวคือเดกซ์โทรเมทอร์แฟน (Dextromethorphan) ยาแก้ไอที่อันตรายและถูกยกเลิกตำรับยาเช่นกัน ซึ่งมีผลกระทบต่อสุขภาพและพฤติกรรมของผู้เสพให้มีอาการ "บ้า" เร็วขึ้น ส่วนผสมใหม่สองตัวนี้ทำให้ผู้เสพเกิดอาการทางจิตเร็วกว่าเดิมมาก จากเดิมที่ต้องเสพต่อเนื่อง 10-20 ปี ปัจจุบันเพียงไม่กี่สัปดาห์ก็เกิดอาการหลอนอย่างรุนแรง ปปส. พยายามสื่อสารให้ผู้เสพตระหนักว่ายาที่เสพอยู่นั้นอันตรายกว่าที่คิด และเน้นย้ำว่า "ผู้เสพคือผู้ป่วย" ที่ต้องได้รับการบำบัดรักษา
สำหรับนโยบายและมาตรการชิงรุกในปัจจุบันมีการบูรณาการหน่วยงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ ตามนโยบายรัฐบาล โดยมีการจัดตั้ง "หน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด" ซึ่งให้แม่ทัพภาคในแต่ละพื้นที่เป็นผู้บัญชาการ เพื่อแก้ปัญหาการทำงานที่ไม่สอดประสานกันในอดีตระหว่างตำรวจและทหารบริเวณชายแดน โดยมุ่งเน้นการสกัดกั้นยาเสพติดจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยใช้ทหารเป็นกลไก "ด่านหน้า" อย่างเต็มที่
พ.ต.ต.สุริยา ระบุด้วยว่า สำหรับยุทธการ "ตัดเนื้อร้าย" มุ่งเน้นการกวาดล้าง "เจ้าหน้าที่รัฐ" ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับขบวนการยาเสพติด ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำลายความเชื่อมั่นของประชาชน โดยมีวิธีการทำงานแบบใหม่คือ เมื่อมีการจับกุม ปปส. จะยังไม่แถลงข่าวทันที แต่จะใช้วิธี "ขยายผล" ใช้เวลานานนับเดือนเพื่อลากตัวการใหญ่และเครือข่ายทั้งหมดออกมาให้ได้ ที่ผ่านมามีการจับกุมนายตำรวจที่มีประวัติดีเยี่ยมได้รับโล่เกียรติยศและมีรางวัลมากมาย แต่เบื้องหลังเป็นหุ้นส่วนกับเจ้าของยาเสพติดฝั่งลาว โดยใช้ทักษะการสืบสวนวางแผนการขนส่งยาเสพติดโดยเป็นยาไอซ์นับตัน โดยกลุ่มนี้มีกลยุทธ์คือการใช้เทคโนโลยีที่มีความซับซ้อน ขบวนการมีการใช้เทคนิคเหมือนในภาพยนตร์ เช่น การเปลี่ยนโทรศัพท์ใหม่ยกชุดเพื่อใช้สื่อสารในการลำเลียงยาเสพติดแต่ละครั้ง โดยลำเลียงผ่านเครือข่ายที่เชื่อมโยงตั้งแต่ภาคเหนือ ภาคอีสาน ไปจนถึงภาคใต้ รวมถึงมีความเกี่ยวข้องกับบุคลากรในหลายอาชีพ เช่น ครู ทหาร ข้าราชการท้องถิ่น เราต้องรีบจัดการทั้งหมด
นอกจากนี้ยังมีการตรวจพบและจับกุมนายทหารระดับยศพันโทที่เข้าไปเกี่ยวโยงกับขบวนการค้ายาเสพติด ซึ่งปปส.ประสานงานกับผู้บัญชาการหน่วยรบพิเศษเพื่อดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ที่กระทำผิด โดยเน้นย้ำว่าต้องมีหลักฐานที่ชัดเจนก่อนทำการเข้าจับกุม และแม้ว่าการดำเนินการบางครั้งจะกระทบกับหน่วยงานอยู่บ้าง แต่เพื่อเป็นการรักษาบุคลากรในส่วนที่ดีไว้ก็จำเป็นต้องทำการ "ตัดเนื้อร้าย" ตัดคนที่ทำลายหน่วยงานของท่านทิ้งไป
ขณะเดียวกันพบว่า ยังมีปัญหายาเสพติดและการขยายเครือข่ายในเรือนจำ กล่าวคือเมื่อผู้ค้ายาถูกจับไปรวมกันในเรือนจำ มักจะเกิดการสร้างเครือข่ายใหม่ขึ้น เพราะมีความไว้วางใจกันจากการใช้ชีวิตร่วมกัน ทำให้ยากต่อการตัดวงจร โดยอธิบดีกรมราชทัณฑ์ พ.ต.ท. ประวุธ วงสีนิล ได้เพิ่มความเข้มงวดในการป้องกันไม่ให้ผู้ต้องขังติดต่อกับภายนอกได้ ที่ผ่านมาพบว่ามีการพยายามลักลอบนำโทรศัพท์มือถือเข้าเรือนจำด้วยวิธีการต่างๆ พื่อใช้ในการสั่งการซื้อขายยาเสพติดแบบ "บิ๊กล็อต" จากในเรือนจำ โดยปปส.ได้รับความร่วมมือในการอุดช่องโหว่จากกรมราชทัณฑ์เป็นอย่างดี
อย่างไรก็ตามปปส.มีความตระหนักเป็นอย่างยิ่งว่าการจะเอาชนะสงครามยาเสพติดได้นั้น ต้องดำเนินการในทุกๆ มิติ โดยได้นำกีฬาเข้ามาเป็นเครื่องมือในการต่อต้านยาเสพติด โดยปปส.มีการจัดโครงการ "ONCB Thai Youth League" เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนทั่วประเทศเข้าถึงการเล่นฟุตบอล มีอุปกรณ์และมีผู้ฝึกสอน โดยจะมีการแข่งขันเป็นลีกตั้งแต่ระดับท้องถิ่นถึงระดับประเทศเพราะเมื่อเยาวชนข้าถึงกีฬาได้ง่ายขึ้นและมีความมุ่งมั่นอยู่ที่การแข่งขันฟุตบอลก็จะได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์และห่างไกลจากยาเสพติด เลขาธิการ ป.ป.ส.กล่าว
กอง บก.สำนักข่าว”ชัยสมรภูมิ“
ขอบคุณแหล่งข่าวครับ








ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น