วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เดินสายสร้างอาชีพ สร้างชีวิตประชาชนภาคใต้อย่างยั่งยืนต่อเนื่อง มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพให้แก่ครัวเรือนยากจนในพื้นที่จังหวัดพังงา พร้อมมอบจักรยานให้แก่โรงเรียนในพื้นที่ชนบท และนำหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ออกบริการฟรี

 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เดินสายสร้างอาชีพ สร้างชีวิตประชาชนภาคใต้อย่างยั่งยืนต่อเนื่อง มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพให้แก่ครัวเรือนยากจนในพื้นที่จังหวัดพังงา พร้อมมอบจักรยานให้แก่โรงเรียนในพื้นที่ชนบท และนำหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ออกบริการฟรี

.




วันนี้ (วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายสุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร กรรมการและรองเลขาธิการ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายสุรพงศ์ เสรฐภักดี กรรมการและรองเหรัญญิก นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ผู้ช่วยกรรมการ นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ และนางสาวเนาวรัตน์ วรรณศิริ หัวหน้าแผนกหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำทีมเจ้าหน้าที่แผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ และหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน ลงพื้นที่มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพให้แก่ครัวเรือนยากจนในพื้นที่จังหวัดพังงา (จังหวัดที่ 7 ของทางภาคใต้) จำนวน 32 ครัวเรือน คิดเป็นมูลค่า 792,955 บาท และมอบรถจักรยาน แก่โรงเรียน 2 แห่ง รวมจำนวน 20 คัน มูลค่า 25,800 บาท รวมมูลค่าการช่วยเหลือในครั้งนี้เป็นเงินทั้งสิ้น 818,755 บาท (แปดแสนหนึ่งหมื่นแปดพันเจ็ดร้อยห้าสิบห้าบาทถ้วน) นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ยังได้จัดหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำทีมแพทย์อาสาฯ เจ้าหน้าที่หน่วยแพทย์ ทีมกู้ชีพ และอาสาสมัคร ออกหน่วยให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไป แจกแว่นสายตา บริการตัดผมชาย-หญิง ทันตกรรม แก่ประชาชน รวมถึงจัดกิจกรรมนันทนาการเด็กและเยาวชนฟรี โดยมี นายไพรัตน์ เพชรยวน ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา เป็นประธานในพิธี นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย เป็นประธานร่วมในพิธี พร้อมด้วย อาสาศิลปินมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายสัญญา วงพรนารายณ์ (เก่ง) และนายสดใส โรจนวิชัย (สดใส รุ่งโพธิ์ทอง) ร่วมในพิธี ณ ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลนบปริง อำเภอเมือง จังหวัดพังงา

.





นายสุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร กรรมการและรองเลขาธิการ กล่าวว่า โครงการแก้ไขปัญหาความยากจนเชิงบูรณาการ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้สนับสนุนอุปกรณ์ประกอบอาชีพ ช่วยเหลือครัวเรือนยากจน ตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือแก้ไขปัญหาความยากจน ระหว่างกรมการพัฒนาชุมชนและมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ซึ่งมูลนิธิฯ ได้จัดงบประมาณดำเนินการเพื่อจัดหาวัสดุอุปกรณ์การประกอบอาชีพมอบให้แก่ครัวเรือนยากจน ให้สามารถประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัว ซึ่งได้ดำเนินการไปแล้ว 3 ระยะ โดย ระยะที่ 1 ดำเนินการในพื้นที่ภาคกลาง จำนวน 17 จังหวัด รวม 98 ครัวเรือน ระยะที่ 2 ได้ดำเนินการในพื้นที่ภาคเหนือ จำนวน 17 จังหวัด รวม 230 ครัวเรือน ระยะที่ 3 ได้ดำเนินการในพื้นที่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 20 จังหวัด รวม 485 ครัวเรือน นอกจากนี้ยังได้มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพให้กับครัวเรือนยากจนผู้ประสบอุทกภัย ประจำปี พ.ศ.2567 ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และ จังหวัดเชียงราย อีกจำนวน 57 ครัวเรือน รวมจำนวนครัวเรือนยากจนที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้สร้างอาชีพ สร้างชีวิต ด้วยการมอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพแล้วทั้งสิ้น 870 ครัวเรือน คิดเป็นมูลค่ากว่า 17 ล้านบาท และขณะนี้ได้พิจารณาดำเนินการระยะที่ 4 ในพื้นที่ภาคใต้ รวม 14 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี ระนอง นครศรีธรรมราช พังงา พัทลุง สงขลา ตรัง สตูล กระบี่ ภูเก็ต ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส

.







ตลอดระยะเวลากว่า 116 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

.







ติดต่อสอบถาม และติดตามข่าวสาร และกิจกรรมของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung และช่องทางอื่นๆ ที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung หรือที่สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418

.







ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต

#แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418 #ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

ตี๋สมเด็จ/รายงาน

สิ้นตำนานราชาถั่วแสนอย่อย! อาลัย "ชูเกียรติ รวยเจริญทรัพย์" ผู้สร้าง "โก๋แก่" จากเด็กหนุ่มแว่นดำชุดยูโด สู่เบื้องหลังใจนักสู้ "ขายดีแต่ทำร้ายลูกค้า...กูไม่ทำ!"

 กลายเป็นข่าวเศร้าและเป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของวงการธุรกิจขนมขบเคี้ยวเมืองไทย เมื่อ นายชูเกียรติ รวยเจริญทรัพย์ ผู้ก่อตั้ง บริษัท โรงงานแม่รวย จำกัด และผู้ให้กำเนิดแบรนด์ถั่วลิสงเคลือบกะทิในตำนานอย่าง "โก๋แก่... มันทุกเม็ด" ได้จากไปอย่างสงบ ทิ้งไว้เพียงเรื่องราวการต่อสู้ระดับตำนานของชายผู้ไม่เคยยอมแพ้ต่อโชคชะตา และสร้างไอคอน "เด็กหนุ่มแว่นดำชุดยูโด" ให้กลายเป็นมรดกความอร่อยที่อยู่คู่สังคมไทยมานานกว่าครึ่งศตวรรษ



​เรื่องราวของ "โก๋แก่" ไม่ได้ถูกเขียนขึ้นด้วยความบังเอิญหรือโชคช่วย แต่ถักทอจากหยาดเหงื่อ ความผิดหวัง การลุกขึ้นสู้ และจิตวิญญาณอันแข็งแกร่งของ นายชูเกียรติ รวยเจริญทรัพย์ ชายผู้พิสูจน์ให้เห็นว่า "ความซื่อสัตย์และศักดิ์ศรี" สำคัญกว่าผลกำไร

​หยาดเหงื่อ บุกเบิก และศักดิ์ศรีที่ไม่มีวันยอมแพ้: "ถ้าทำร้ายลูกค้า...กูไม่ทำ"

​ย้อนกลับไปในราวปี พ.ศ. 2509 จุดเริ่มต้นของตำนานเกิดขึ้นบนถนนเอกชัย-บางบอน เมื่อ นายชูเกียรติ รวยเจริญทรัพย์ ได้สร้างโรงงานขนมขึ้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง ก่อนที่ท่านจะแต่งงานกับ คุณจิราภรณ์ ด้วยวิสัยทัศน์เฉียบคมและมองการณ์ไกลในวันนั้น ท่านสังเกตว่า “ขนมยี่ห้อไหนอร่อย มักจะขึ้นต้นด้วยคำว่าแม่” จึงได้ตั้งชื่อธุรกิจว่า “บริษัท โรงงานแม่รวย จำกัด” โดยมีสินค้าแรกที่แจ้งเกิดและขายดีเป็นเทน้ำเทท่าคือ "ข้าวเกรียบกุ้ง"

​แต่แล้วบททดสอบครั้งใหญ่ก็มาถึง เมื่อตลาดเริ่มมีคู่แข่งหัวหมอหันไปใช้ "สีย้อมผ้า" ซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคมาทำเป็นข้าวเกรียบสีรุ้งเพื่อลดต้นทุนและดึงดูดสายตา ยอดขายของคู่แข่งพุ่งสูงจนกระทบกับโรงงานแม่รวยอย่างหนัก

​ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ด้วยศักดิ์ศรีและความซื่อสัตย์ที่คุณชูเกียรติมีต่อลูกค้า ท่านยอมหักไม่ยอมงอ ตัดใจเลิกขายสินค้าที่กำลังทำเงินในตอนนั้นทันที พร้อมทิ้งวลีเด็ดสะท้อนเนื้อแท้ในใจของท่านไว้ว่า:

​"ขายดีแต่ทำร้ายลูกค้าเหมือนฆ่าเค้าทางอ้อม กูไม่ทำ"

​ท่านยอมนับหนึ่งใหม่ ทุบหม้อข้าวตัวเองแล้วหันมาทำ "ถั่วแผ่น" ในยุคเริ่มต้นนั้น นายชูเกียรติ รวยเจริญทรัพย์ รับหน้าที่ดูแลเรื่องการขายด้วยตัวเอง วิ่งรถไปส่งของและหาลูกค้าตามร้านค้าต่าง ๆ สิ่งที่ท่านพกติดรถไว้เสมอไม่ใช่แค่ขนม แต่คือ "ค้อนและตะปู" ที่พร้อมจะลงไปช่วยซ่อมแซมร้านค้าให้ลูกค้าด้วยใจที่เกื้อกูลและเป็นมิตรแท้

​วิกฤตสูตรขนม และการกำเนิด "มันทุกเม็ด" ในห้องครัว

​เส้นทางของนักสู้มักถูกลองใจด้วยขวากหนามเสมอ วันหนึ่งคนที่เคยทำสูตรขนมให้เกิดขอแยกตัวออกไป ทำให้คุณชูเกียรติถูกต้อนให้จนมุม แต่แทนที่จะถอย ท่านกลับลุกขึ้นมาคิดค้นสูตรขนมด้วยตัวเอง ขลุกอยู่ในห้องครัวลองผิดลองถูกอยู่เนิ่นนาน ตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2519

​จนกระทั่งหยดกะทิแรกได้สัมผัสลงบนเม็ดถั่ว กลายเป็น "ถั่วลิสงกรอบเคลือบกะทิ" ที่รสชาติกลมกล่อมไม่มีใครเหมือน และในปลายปี พ.ศ. 2519 นั้นเอง ท่านได้ทำการย้ายฐานโรงงานเพื่อขยายกำลังการผลิตเพื่อรองรับความปังที่กำลังจะมาถึง

​ด้วยความเป็นคนชอบคิดอะไรแหวกแนวและนอกกรอบ คุณชูเกียรติเจตนาตั้งชื่อแบรนด์ว่า "โก๋แก่" และเลือกใช้โลโก้เป็นภาพวาด "เด็กหนุ่มผมฟู สวมแว่นตาดำในชุดยูโด" ซึ่งในยุคนั้นกลับมีแต่คนหัวเราะเยาะ แม้แต่ร้านค้าก็ยังล้อเลียนว่า "ไอ้ขนมหัวฟูแบบนี้ ขายไม่ดีหรอก"

​และซ้ำร้าย สินค้าล็อตแรกที่ปล่อยออกสู่ตลาดก็ "ขายไม่ดี" จริง ๆ เนื่องจากตอนแรกใช้ซองทึบ ทำให้คนมองไม่เห็นตัวขนมด้านใน แทนที่จะยอมแพ้ คุณชูเกียรติพลิกเกมทันทีด้วยการเปลี่ยนมาใช้ "ซองใส" เพื่อโชว์ความน่ากินของถั่วเคลือบกะทิ พร้อมคิดค้นสโลแกนสั้น ๆ แต่ทรงพลังจนติดหูคนไทยทั้งประเทศ: "โก๋แก่... มันทุกเม็ด"

​ในที่สุด "โก๋แก่" ก็จุดระเบิดกลายเป็นบิ๊กฮิตชั่วข้ามคืน ภาพจำของเด็กหนุ่มแว่นดำชุดยูโดสะพายกีตาร์ร้องเพลงในโฆษณาทางโทรทัศน์ พลิกคำสบประมาทกลายเป็นขนมสามัญประจำบ้านที่ครองใจคนทุกเพศทุกวัยนับแต่นั้นมา ไม่ว่าจะทานที่บ้าน ที่ทำงาน ดูบอล หรือแบ่งปันในวงเพื่อนฝูง โก๋แก่ทำหน้าที่เชื่อมโยงผู้คนและมอบความสุขในทุกจังหวะชีวิต

​จากพื้นที่เล็ก ๆ สู่มรดกความอร่อยระดับโลก

​เมื่อสินค้ากลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ ยอดสั่งซื้อถล่มทลายจนโรงงานเดิมที่บางบอนไม่สามารถรองรับได้อีกต่อไป นายชูเกียรติ รวยเจริญทรัพย์ และครอบครัวจึงตัดสินใจครั้งใหญ่ ย้ายมาสร้างอาณาจักรแห่งใหม่บนถนนพระราม 2 บนพื้นที่กว่า 30 ไร่ เปลี่ยนจากโรงงานที่มีพนักงานไม่กี่คน สู่โรงงานมาตรฐานสากลที่ส่งออกความภูมิใจของคนไทยไปไกลทั่วโลก สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนเลยคือ "หัวใจ" ของคุณชูเกียรติ ที่ยึดมั่นในคุณภาพและความซื่อสัตย์มาตลอดชีวิต

​วันนี้ ตำนานผู้ให้กำเนิดขนมขบเคี้ยวระดับประเทศได้จากโลกนี้ไปอย่างสงบ เหลือทิ้งไว้เพียงคุณงามความดี บทเรียนแห่งความซื่อสัตย์ และความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ นายชูเกียรติ รวยเจริญทรัพย์ ไม่ได้จากไปไหน แต่ท่านได้ฝาก "ลมหายใจ จิตวิญญาณนักสู้ และค้อน-ตะปูแห่งความใส่ใจ" เอาไว้ในเด็กหนุ่มแว่นดำชุดยูโดบนซองโก๋แก่ทุก ๆ ซอง ทุก ๆ เม็ดที่คนไทยเคี้ยวด้วยความสุข

​กำหนดการ พิธีสวดพระอภิธรรม และพิธีฌาปนกิจ

​ร่วมไว้อาลัยและส่งดวงวิญญาณ นายชูเกียรติ รวยเจริญทรัพย์ ณ วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร (ศาลา ๓) ๑๔๖๔ ถนนกรุงเกษม แขวงวัดเทพศิรินทร์ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร

​วันพุธที่ ๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๙

​เวลา ๑๖.๐๐ น. พิธีรดน้ำศพ

​เวลา ๑๘.๐๐ น. พิธีสวดพระอภิธรรม

​วันพฤหัสบดีที่ ๒ - วันอังคารที่ ๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๙

​เวลา ๑๘.๓๐ น. พิธีสวดพระอภิธรรม

​วันพุธที่ ๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๙

​เวลา ๑๐.๐๐ น. พระสงฆ์แสดงพระธรรมเทศนา

​เวลา ๑๐.๓๐ น. พระสงฆ์สวดพระพุทธมนต์ และ ถวายภัตตาหารเพล

​เวลา ๑๒.๓๐ น. สวดมาติกา-บังสกุล

​เวลา ๑๓.๐๐ น. เชิญหีบศพเวียนเมรุ

​เวลา ๑๔.๐๐ น. ประชุมเพลิง

​(ทางเจ้าภาพกราบเรียน และเรียนเชิญท่านด้วยความเคารพ และกราบขออภัยที่ไม่ได้มาเรียนเชิญด้วยตนเอง)

ทีมข่าวภาคสนาม/รายงาน

วันอังคารที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569

​"เจาะลึกบิ๊กโปรเจกต์! 5 สโมสรไลออนส์ฯ ผนึกกำลัง อบต.บางกระเจ้า ขับเคลื่อนสังคมผู้สูงวัย มอบแว่นสายตากว่า 300 ชีวิต พลิกโฉมคุณภาพชีวิตชุมชนชั่วข้ามคืน!"

 เมื่อวันอังคารที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569 เวลา 09.00 น. ณ องค์การบริหารส่วนตำบลบางกระเจ้า ได้มีการจัดงานเปิดโครงการครั้งใหญ่เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงวัย ภายใต้ชื่อโครงการ "ดวงตาสดใส ผู้สูงวัยมองเห็นชัด" ซึ่งบรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความอบอุ่นและรอยยิ้มของประชาชนในพื้นที่






​พลังเครือข่ายร่วมสร้างสรรค์สังคม

​การจัดงานในครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก นางศิริลักษณ์ พันธุ์บ้านแหลม นายก อบต.บางกระเจ้า เป็นประธานในพิธีและให้การต้อนรับคณะผู้จัดงานอย่างเป็นกันเอง โดยมี ผศ.ดร. บุญสืบ โพธิ์ศรี ในนามคณะผู้ดำเนินงาน เป็นผู้กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ความเป็นมาของโครงการต่อท่านประธาน

​นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติจาก ดร.พัชพงษ์ แพงไพลี ผู้ว่าการไลออนส์สากลภาค 310 ดี ขึ้นกล่าวเปิดงานอย่างเป็นทางการ ร่วมด้วยพลังสนับสนุนจาก 5 สโมสรสัมพันธ์ ประกอบด้วย:











​สโมสรไลออนส์สมุทรสาคร

​สโมสรไลออนส์สาครบุรี

​สโมสรไลออนส์กระทุ่มแบน

​สโมสรไลออนส์บ้านแพ้วไทยรามัญ

​สโมสรไลออนส์ตากสินกรุงเทพ








และได้รับเกียรติจากไลออนสมบูรณ์ คงสุภาพศิริและเลดี้วันดี คงสุภาพศิริ/ประธานฝ่ายลีโอ

​พร้อมด้วย ห้างหุ้นส่วนจำกัด บีเอสมัลติมีเดีย ที่ได้ร่วมมือกันเนรมิตโครงการเพื่อสังคมในครั้งนี้ขึ้นมา

​"เพราะดวงตาคือหน้าต่างของหัวใจ และการมองเห็นที่ชัดเจนคือรากฐานของการมีคุณภาพชีวิตที่ดีในวัยชรา"

​เล็งเห็นความสำคัญ ปัญหาสายตาผู้สูงอายุ

​คณะผู้จัดงานตระหนักดีว่า ผู้สูงอายุมักประสบปัญหาด้านการมองเห็น ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินชีวิตประจำวันและลดทอนคุณภาพชีวิต โครงการนี้จึงถูกออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างยั่งยืน โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือ:

​สร้างความรู้ความเข้าใจ: ให้ผู้สูงอายุสามารถดูแลสุขภาพดวงตาของตนเองได้อย่างถูกวิธี

​สนับสนุนแว่นสายตา: ช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถเลือกใช้แว่นสายตาสำเร็จรูปได้อย่างเหมาะสมกับการมองเห็นระยะใกล้ และมอบแว่นตาคุณภาพดีเพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวันฟรี

​สร้างขวัญและกำลังใจ: ส่งเสริมสุขภาพกายและสุขภาพตา ตลอดจนสร้างความสุขและความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้สูงอายุ ชุมชน และหน่วยงานภาคส่วนต่างๆ

















​อบอุ่นและอิ่มเอมใจ ผู้สูงวัยร่วมงานล้นหลาม

​สำหรับกิจกรรมในวันนี้ มีผู้สูงอายุในพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลบางกระเจ้าเดินทางเข้าร่วมโครงการมากกว่า 300 คน โดยไฮไลต์สำคัญอยู่ที่กิจกรรมการให้ความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับการดูแลรักษาดวงตา การเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุได้ทดลองเลือกแว่นสายตาสำเร็จรูปที่เหมาะสมกับค่าสายตาของตัวเองจริง ๆ พร้อมทั้งพิธีมอบแว่นตา และกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพที่ออกแบบมาเพื่อวัยเก๋าโดยเฉพาะ

































​ในช่วงท้ายของกิจกรรม คณะผู้จัดงานยังได้จัดเลี้ยงอาหารกลางวันสุดพิเศษแก่ผู้เข้าร่วมงานทุกคน ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการเติมอิ่มทางกาย แต่ยังเป็นการสร้างความสุข เสียงหัวเราะ และกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้สูงอายุในชุมชนและหน่วยงานภาคีเครือข่ายอย่างน่าประทับใจ ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จในการบูรณาการร่วมกันเพื่อขับเคลื่อนสังคมผู้สูงอายุให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

ทีมข่าวภาคสนาม/รายงาน