วันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

สกู๊ปพิเศษ​"อย่าปล่อยให้ใครเปลี่ยนรัฐสภาเป็นสีเทา!" ภปกชนก ทับเที่ยง ทุบโต๊ะเตือนสติโค้งสุดท้าย แฉกลไกรัฐบิดเบือนเลือกตั้ง พรรคไทยพิทักษ์ธรรมลั่น 'ถึงเวลาล้างบางการเมืองสกปรก' หยุดวงจรค้าสงครามเพื่อคนไทย!

 



โค้งสุดท้ายไฟลุก! นายภปกชนก ทับเที่ยง ผู้นำพรรคไทยพิทักษ์ธรรม ผนึกกำลังขุนพลยุทธศาสตร์ เปิดหน้าชี้ชะตาประเทศ ย้ำเลือกตั้งภายใต้กฎอัยการศึกและอิทธิพลสื่อรัฐ คือกับดักที่อาจนำไปสู่สงครามกลางเมืองและวิกฤตเศรษฐกิจระดับล่มสลาย ฉะยับการเมืองเก่า "ยุบสภาหนีอภิปราย" คือรอยด่างพร้อยที่ประชาชนต้องพิพากษาในคูหา

​เหลือเวลาอีกเพียง 2 วันเท่านั้นก่อนที่ประชาชนคนไทยจะก้าวเข้าสู่คูหาเลือกตั้งท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียดที่สุดในประวัติศาสตร์ ล่าสุด นายภปกชนก ทับเที่ยง หัวหน้าพรรคไทยพิทักษ์ธรรม พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารพรรค และฝ่ายยุทธศาสตร์ ได้ออกมาส่งสัญญาณอันตรายถึงพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ โดยแสดงความวิตกกังวลอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ปัจจุบันที่สุ่มเสี่ยงจะทำให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ภาวะ "รัฐล้มเหลว" (Failed State)

​3 สัญญาณอันตราย: การเลือกตั้งที่ไม่โปร่งใสและวิกฤตความมั่นคง

​นายภปกชนก ระบุว่า พรรคไทยพิทักษ์ธรรมไม่อาจนิ่งเฉยต่อความผิดปกติที่เกิดขึ้น โดยสรุปประเด็นวิกฤตออกเป็น 3 ด้านหลัก:

​ความวุ่นวายใต้เงากระบอกปืน: ปัจจุบันประเทศเผชิญข้อพิพาทกับเพื่อนบ้านจนขยายวงสู่ความขัดแย้งทางอาวุธ มีการประกาศใช้ "กฎอัยการศึก" ในหลายพื้นที่ ซึ่งกระทบต่อสิทธิเสรีภาพในการหาเสียงและการไปใช้สิทธิของประชาชนอย่างรุนแรง ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ขาดความโปร่งใสและเปิดช่องให้เกิดการซื้อสิทธิขายเสียงที่ยากจะควบคุม

​สนามแข่งขันที่เอียงกระเท่โม่: รัฐบาลรักษาการถูกวิจารณ์ว่าใช้สื่อมวลชนของรัฐเป็นเครื่องมือ ทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อให้คุณให้โทษทางการเมือง ทำลายคู่แข่ง และสร้างความสับสนให้ประชาชน จนทำให้การตัดสินใจในคูหาอาจถูกบิดเบือนไปจากความเป็นจริง

​วิกฤตศรัทธาสู่รัฐล้มเหลว: หากการเลือกตั้งขาดความเชื่อถือ ผลที่ตามมาจะไม่ใช่แค่ความขัดแย้งทางการเมือง แต่จะลุกลามไปถึงวิกฤตเศรษฐกิจและความมั่นคง จนนานาชาติขาดความเชื่อมั่น ส่งผลให้ประเทศไทยเข้าลักษณะรัฐที่ล้มเหลวในที่สุด

​"เรากำลังเดินหน้าสู่จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุด ถ้าเราปล่อยให้การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกฉ้อฉล ชาติไทยจะถอยหลังไปสู่จุดที่เยียวยาไม่ได้" นายภปกชนก กล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง

​"พัฒนชัย" ซัดหมัดตรง! การเมืองสีเทาต้องจบที่รุ่นเรา

​ทางด้าน นายพัฒนชัย รัตนบุรี รองหัวหน้าพรรคฝ่ายการเมือง ได้ออกมาตอกย้ำให้ประชาชนจดจำพฤติกรรมของนักการเมืองแบบเก่าที่สร้างรอยด่างไว้กับระบอบประชาธิปไตย โดยชี้ให้เห็นว่าการยุบสภาครั้งที่ผ่านมา ไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ของประชาชน แต่เป็นเพียงการ "หนีตรวจสอบ" จากการอภิปรายไม่ไว้วางใจ



​"ประชาชนต้องไม่หลงลืมว่า เขาหนีสภาเพื่อรักษาอำนาจ นี่คือตัวอย่างของการเมืองแบบเก่าที่ทำให้ประเทศจมปลัก ถึงเวลาแล้วที่ต้องเปลี่ยนไปสู่การเมืองใหม่ที่มีพื้นฐานแห่งธรรม ให้โอกาสประเทศหลุดจากกับดักนี้เสียที" นายพัฒนชัย ระบุ

​เสียงเพรียกจาก "ไทยพิทักษ์ธรรม": หยุดรัฐบาลสีเทา

​ในช่วงท้ายของการแถลง พรรคไทยพิทักษ์ธรรมได้วิงวอนขอความอนุเคราะห์จากพี่น้องประชาชน ให้ช่วยกันเป็นหูเป็นตาและร่วมกัน "เปลี่ยน" การเมืองเก่าออกไป เพื่อไม่ให้รัฐสภา รัฐบาล และข้าราชการ กลายเป็นสีเทาที่กัดกินชาติ

​"ไทยเราต้องไม่ค้าสงคราม และเอเชียต้องเป็นหนึ่งเดียว" คือปณิธานสุดท้ายที่พรรคย้ำเตือน พร้อมกราบขอบพระคุณพี่น้องประชาชนที่จะให้โอกาสพรรคไทยพิทักษ์ธรรมเข้าไปสร้างการเมืองที่สะอาดและยั่งยืน

​วิเคราะห์ทิ้งท้าย: อีก 2 วันที่เหลือจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า พลังเงียบของประชาชนจะเลือกเดินตามเกมการเมืองเก่า หรือจะให้โอกาส "พรรคไทยพิทักษ์ธรรม" เข้ามาหยุดยั้งวิกฤตรัฐล้มเหลวในครั้งนี้!



คุณกฤชพร​ นาคำมิน เลขาธิการพรรคไทยพิทักษ์ธรรม​ ผู้สร้างพรรคนี้ขึ้นมาวันนี้ผมได้มีโอกาศมาบ้านเกิดของท่านเลขาฯเขาทิ้งเงินเดือนหลายแสนจากบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของโลกยามที่ชาติมีปัญหาศาสนาถูกยำยีเธอและเพื่อนๆนักปฎิบัติธรรมเทเงินในกระเป๋ารวมกันเป็นทุนตั้งพรรคการเมืองนี้ขึ้นมามีชีวิตบนท้องถนนขึ้นๆไปๆมาทั่วประเทศเพื่อหาสมาชิกวันนี้เธอมาบอก  บุพการีที่บ้านของเธอบ้านหนองแซงอำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรฯอีกทั้งญาติพี่น้องที่นี่เธอไม่มีโอกาศใช้สื่อสาธารณะพรรคพวกเธอถูกกีดกันได้มีโอกาสบอกเพื่อนชาวไทยได้รู้จักพรรคได้รู้จักพรรคนโยบายที่ดีวันนี้ผมมาเห็นกับตาเขาขับรถมา 600กว่ากิโลเมตรมาหาพระพ่อมารดาบุพการีของเธอตามเสียงที่พูดออกมาจากใจของเธอเลือกเบอร์ 53 พรรคไทยพิทักษ์ธรรมบัญชีรายชื่อผมขอใช้หน้า fbของผมฝากเรื่องราวเล็กๆนี้ไว้ให้ทุกท่านได้ทราบไม่ว่าจะมีใครเลือกได้ยินหรือไม่แต่ในความรู้สึกของผมแล้วปฏิทานเธอยิ่งใหญ่ที่ผมอยากให้ทุกคนรู้จักเธอส่งกำลังใจให้เธอชาติเราจะได้เปลี่ยนไปในหนทางที่ดีเมื่อพลังแห่งศิลธรรมขยับ.. ผลิตสื่อโดยพรรคไทยพิทักษ์ธรรม​39/6ม10ต.ไทรใหญ่​ ไทรน้อย​จ.นนทบุรี​ 11150 



สกู๊ปพิเศษ สะพัดดุสิต-บางซื่อ! “ณพวุฒิ พรรคโอกาสใหม่” วอนขอคะแนนโค้งสุดท้าย มั่นใจนโยบายพรรคตอบโจทย์ พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตคนในพื้นที่

 ในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในอีก 2 วันข้างหน้า นายณพวุฒิ จุลไสย ผู้สมัครรับเลือกตั้งหมายเลข 12 จากพรรคโอกาสใหม่ ได้ลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนในเขตดุสิต แขวงนครไชยศรี และเขตบางซื่อ เพื่อขอกำลังใจและแรงสนับสนุนเป็นครั้งสุดท้าย



​นายณพวุฒิได้สื่อสารอย่างนอบน้อมถึงความตั้งใจในการอาสาเข้ามาเป็นตัวแทนเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในบ้านเกิด โดยระบุว่าตนเองพร้อมที่จะทุ่มเทแรงกายแรงใจทำงานในฐานะ "ลูกชาย" และ "คนรุ่นใหม่" ที่มีความเข้าใจในปัญหาของพื้นที่อย่างแท้จริง พร้อมขอความอนุเคราะห์จากพี่น้องประชาชนช่วยพิจารณาให้โอกาสหมายเลข 12 ได้เข้าไปขับเคลื่อนนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน



​"ผมขอกราบขอบพระคุณทุกความเมตตาและทุกการต้อนรับที่อบอุ่นตลอดการลงพื้นที่ที่ผ่านมา อีกเพียง 2 วันจะถึงวันตัดสินใจสำคัญ ผมขอฝากตัวกับพี่น้องชาวดุสิต นครไชยศรี และบางซื่อ ให้ผมได้เข้าไปพิสูจน์ความตั้งใจในการทำงานเพื่อทุกคนครับ" นายณพวุฒิกล่าวทิ้งท้ายกระแสการเลือกตั้งในเขตดุสิตและบางซื่อเริ่มเข้มข้นขึ้นเมื่อเข้าสู่ช่วง 48 ชั่วโมงสุดท้ายก่อนเข้าคูหา นายณพวุฒิ จุลไสย ผู้สมัครเบอร์ 12 พรรคโอกาสใหม่ ออกเดินหน้าขอคะแนนเสียงอย่างต่อเนื่อง พร้อมชูสโลแกนพรรคที่ต้องการสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับสังคม



​นายณพวุฒิเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเลือกตั้งครั้งนี้ว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของพื้นที่ โดยเฉพาะในแขวงนครไชยศรีและเขตต่อเนื่อง ซึ่งต้องการผู้แทนที่มีความกระตือรือร้นและเข้าถึงง่าย พร้อมกราบขอความเมตตาจากพี่น้องประชาชนให้ช่วยบอกต่อและสนับสนุนหมายเลข 12 เพื่อให้คนรุ่นใหม่ที่มีความพร้อมได้เข้าไปมีบทบาทในสภาฯ

ทีมข่าวภาคสนาม/รายงาน


วันพฤหัสบดีที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดงบฯ กว่า 18.25 ล้านบาท ซับน้ำตา ส่งต่อกำลังใจ ในโครงการฟื้นฟูหลังน้ำลดแก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วม 9 จังหวัดภาคใต้ แจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภค มอบเงินช่วยเหลือกรณีบ้านพังทั้งหลัง และช่วยเหลือค่าฌาปนกิจแก่ญาติผู้เสียชีวิต เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดงบฯ กว่า 18.25 ล้านบาท ซับน้ำตา ส่งต่อกำลังใจ ในโครงการฟื้นฟูหลังน้ำลดแก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วม 9 จังหวัดภาคใต้ แจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภค มอบเงินช่วยเหลือกรณีบ้านพังทั้งหลัง และช่วยเหลือค่าฌาปนกิจแก่ญาติผู้เสียชีวิต เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

.



ระหว่างวันที่ 26 มกราคม – 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการ ห่วงใยผู้ประสบอุทัยภัยภาคใต้ มอบหมายให้ นายรัชพร ประสงค์ทรัพย์ หัวหน้าแผนกสาธารณภัย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ แผนกบรรเทาสาธารณภัย แผนกบัญชี/การเงิน แผนกหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน ลงพื้นที่ 9 จังหวัดภาคใต้ ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ในโครงการฟื้นฟูหลังน้ำลด ประกอบด้วย จังหวัดยะลา ปัตตานี สงขลา สตูล  พัทลุง นครศรีธรรมราช นราธิวาส ตรัง และสุราษฎร์ธานี โดยแจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภค อาทิ ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง น้ำมันพืช และน้ำปลา รวม 31,500  ชุด ๆ ละ 450 บาท มอบเงินช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยที่บ้านเรือนเสียหายทั้งหลัง รายละ 12,000 บาท รวม 25 ราย และมอบเงินสงเคราะห์ค่าฌาปนกิจให้แก่ญาติผู้เสียชีวิต รายละ 20,000 บาท จำนวน 189 ราย รวมงบประมาณกว่า 18.25 ล้านบาท โดยมี ผู้แทนจากหน่วยงานรัฐเป็นประธานในพิธี พร้อมทั้งมูลนิธิสงเคราะห์ 14 จังหวัดภาคใต้ และ สมาคม/มูลนิธิแต่ละจังหวัด เป็นผู้ประสานงานและร่วมให้ความช่วยเหลือ

.







เมื่อเกิดมหาอุทกภัยในหลายพื้นที่ภาคใต้ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้เร่งส่งทีมบรรเทาสาธารณภัย (ทีมกู้ภัย กู้ชีพ อาสาสมัคร) ฝ่ายปฏิบัติการ (ชุดตอบโต้ภัยพิบัติ)  พร้อมเรือท้องแบน อุปกรณ์กู้ภัยทางน้ำ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า รถกู้ภัย กู้ชีพยกสูงขับเคลื่อน 4 ล้อ (4x4)  เสื้อชูชีพ น้ำดื่ม ชุดยาสามัญประจำบ้าน อาหารสุนัขและแมว นำแจกจ่ายแก่ผู้ประสบภัย เพื่อการบรรเทาทุกข์และช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ต่างๆ ในทันที พร้อมระดมสรรพกำลังลำเลียงเครื่องอุปโภคบริโภคและสิ่งของเครื่องใช้จำเป็นจากมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย มุ่งสู่ภาคใต้เพื่อบรรเทาทุกข์ พร้อมเฝ้าติดตามสถานการณ์อุทกภัยภาคใต้อย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินและเร่งเข้าให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้านต่าง ๆ  ควบคู่กับ ฝ่ายสาธารณภัย มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เร่งประสานหน่วยงานในพื้นที่ และมูลนิธิฯ กัลยาณมิตร ในแต่ละจังหวัดเพื่อในการให้ความช่วยเหลือในโครงการฟื้นฟูหลังน้ำลด โดย แจกเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น มอบเงินค่าฌาปนกิจศพแก่ญาติผู้เสียชีวิตจากอุทกภัย และมอบเงินช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยที่บ้านเรือนเสียหายทั้งหลัง เป็นต้น

.







มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  ขอขอบพระคุณผู้มีจิตศรัทธาที่ร่วมบริจาคทรัพย์ เครื่องอุปโภคบริโภค สละแรงกาย แรงใจ  สมทบทุนช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัยต่าง ๆ ขอบุญบารมีหลวงปู่ไต้ฮง ส่งผลให้ท่านและครอบครัว มีความสุขความเจริญตลอดไป 

.







อัปเดตข่าวสาร กิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจwww.facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

.

## มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ##

ตี๋สมเด็จ/รายงาน

วันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

ครบรอบอายุวัฒนะ 80 ปี พลเอก ดร. วิชิต ยาทิพย์

 ครบรอบอายุวัฒนะ 80 ปี พลเอก ดร. วิชิต ยาทิพย์




เมื่อ วันอาทิตย์ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ที่วัดประยูรวงศาวาส วรวิหาร กรุงเทพมหานคร 

พลเอก ดร. วิชิต ยาทิพย์ อดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ปัจจุบันดํารงตําแหน่ง นายกสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทยเมียนมา และรองประธานสภาวัฒนธรรมไทยจีน ได้จัดงานฉลองวันเกิด ครบรอบอายุวัฒนะ 80 ปี -โดยมีการทำบุญเลี้ยงพระ ที่ศาลาการเปรียญ วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร เมื่อเวลา 9 นาฬิกา




-โดยมี พลโท หญิง จุไรภัทร ยาทิพย์ ภริยา ร่วมในการทำบุญเลี้ยงพระ พร้อมกับญาติสนิทมิตรสหาย และคณะกรรมการบริหารสมาคม วัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทยเมียนมามาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง





-ซึ่งก่อนหน้าที่จะมีพิธีสงฆ์ พระเดชพระคุณ ศาสตราจารย์ ดร. พระพรหมบัณฑิต พระราชาคณะ เจ้าอาวาสวัดประยูรวงศาวาส ได้แสดง พระธรรมเทศนา 1 กัณฑ์เทศน์ เนื่องจากในวันนี้ (2 กุมภาพันธ์ 2569) เป็นวันพระใหญ่ขึ้น 15 ค่ํา 




-สําหรับแขกผู้มีเกียรติระดับผู้ใหญ่ผู้มาร่วมงานมี ฯพณฯ นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ ฯพณฯ เอกอัครราชทูต สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา นาย อู ซอ ซอ โซ (H.E. Ambassador U Zaw Zaw Soe) พร้อมกับเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตเมียนมาที่กรุงเทพ ประกอบด้วย นางธิดา วิน(Mrs. Thida Win) ผู้ช่วยทูตฝ่ายการค้า และนายอ่องโซ เลขานุการโท ประจำสถานเอกอัครราชทูตมาร่วมงานด้วย นอกจากนี้ยังมี ฯพณฯ นายพินิจ จารุสมบัติ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานสภาวัฒนธรรมไทยจีน พร้อมด้วยสมาชิกสภาวัฒนธรรมไทยจีน ได้มาร่วมงานพร้อมกับนำอาหารและเครื่องดื่มมาเปิดให้บริการอย่างมากมาย




-สำหรับสิ่งมงคลของที่ระลึกซึ่งท่านพลเอก ดร. วิชิต ยาทิพย์ มอบให้ผู้มาร่วมงานในวันนี้ เป็นพระพุทธรูป เหรียญและพระพิมพ์ หลวงพ่อพระพุทธนาค รุ่น เสริมดวงเศรษฐี และรุ่นพุทธมงคล 180 ปี 

-รายงานข่าว-ภาพ 

โดย กัปตันปีเตอร์ สมบูรณ์เจริญ

ประชาสัมพันธ์ 

สมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทยเมียนมา 

วันอังคารที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

"46 วีรชนผู้ไม่มีวันตาย" ทบ. จารึกชื่อทหารกล้าสละชีพเพื่อแผ่นดิน ครอบครัวหลั่งน้ำตาสดุดีความกล้า

  








เมื่อวันอังคารที่  3 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 15.30น. บรรยากาศ ณ กองบัญชาการกองทัพบก เต็มไปด้วยความโศกเศร้าและภาคภูมิใจ เมื่อกองทัพบกจัดพิธี "สดุดีวีรชนทหารกล้า" เพื่อเชิดชูเกียรติกำลังพล 46 นาย ที่สละชีพปกป้องแผ่นดินไทยในสมรภูมิชายแดนไทย-กัมพูชา ผ่านปฏิบัติการ "ยุทธการยุทธบดินทร์" และ "ยุทธการศตวรรษ" โดยมีพลเอกพนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยบุคคลสำคัญ ครอบครัววีรชน และตัวแทนภาคเอกชนเข้าร่วมไว้อาลัยอย่างสมเกียรติ





​🤝 พลังศรัทธาจากประชาชนและภาคธุรกิจ

​ในพิธีครั้งนี้ นอกจากครอบครัวและญาติมิตรของผู้เสียชีวิตแล้ว ยังได้รับเกียรติจากหน่วยงานภาคประชาชนที่เดินทางมาร่วมแสดงความไว้อาลัย นำโดย ชมรมเครื่องมือเครื่องเหล็กแห่งประเทศไทย ซึ่งนำโดย คุณพิพัฒน์ กนกนิตย์อนันต์ ประธานชมรม และ​ นายกิตติพงษ์​ เตรัตนชัย​ นายกกิตติมศักดิ์เกียรติคุณถาวร​สมาคมวิเทศไทยจีน  นายสมชาย​ แซ่ลิ้ม​ อุปนายก​ สมาคมวิเทศไทยจีน พร้อมด้วยคณะกรรมการและสมาชิกที่ตั้งใจมาร่วมส่งแรงใจให้แก่ครอบครัวทหารกล้า อาทิ:
















1.คุณวิชัย​ เหล่ายิ่งเจริญ​ รองประธานกรรมการ​ ประธานฝ่ายทัศนศึกษา

2.คุณบุญเกียรติ​ รองประธานกรรมการ​ ประธานฝ่ายสวัสดิการ

3.คุณวิวัฒน์​ ตรีรัตนกุลจรัส​ กรรมการฝ่ายกิจกรรมพิเศษ

4.คุณกมลทิพย์​ แซ่จิว  กรรมการฝ่ายจัดหารายได้และฝ่ายสวัสดิการ

5.คุณกฤศนรัตน์​ อดุลสิริพงศ์​  กรรมการรองฝ่ายบันเทิง

6.นายมานพ​ จินานุวัฒนา​ ที่ปรึกษากรรมการฝ่ายการกีฬา


​​การมาร่วมงานของภาคเอกชนในวันนี้ สะท้อนให้เห็นว่าวีรกรรมของทหารหาญทั้ง 46 นาย จะไม่ถูกลืมเลือน และได้รับการยกย่องจากคนไทยทุกภาคส่วนที่พร้อมยืนเคียงข้างกองทัพและครอบครัวผู้เสียสละ





​🎖️ จารึกเกียรติยศบนกำแพงแห่งความทรงจำ

​พลเอกพนา แคล้วปลอดทุกข์ ได้นำประกอบพิธีจารึกนามวีรชนลงบน กำแพงอนุสรณ์กองทัพบก เพื่อให้ชื่อของพวกเขากลายเป็นตำนานบทหนึ่งของชาติ พร้อมมอบของที่ระลึกอันทรงคุณค่า ทั้งภาพถ่ายกองกำลัง ธงชาติไทย และตราสัญลักษณ์ยุทธการ เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจถึงความกล้าหาญที่แลกมาด้วยชีวิต




















​ช่วงเวลาที่สะกดหัวใจผู้ร่วมงานที่สุด คือการขับร้องเพลง "คนดีไม่มีวันตาย" โดยศิลปินคุณภาพ รัดเกล้า อามระดิษ และการปรากฏตัวของ อั้ม อธิชาติ ชุมนานนท์ นักแสดงชื่อดังที่มาร่วมให้กำลังใจครอบครัววีรชน ก่อนปิดท้ายด้วยการร่วมกันขับร้องเพลง "ความฝันอันสูงสุด" และ "เกียรติศักดิ์ทหารเสือ" ที่ดังกระหึ่มไปทั่วกองบัญชาการ ท่ามกลางหยาดน้ำตาแห่งความอาลัยและคำมั่นสัญญาว่า "แผ่นดินไทยจะยังคงอยู่ ด้วยเลือดเนื้อและวิญญาณของวีรชนเหล่านี้"

ทีมข่าวภาคสนาม/รายงาน