วันพุธที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2568

 นนทบุรี วงจรปิด โจ๋ 14 ห้าว ขี่จยย.ประกบแก๊งนักข่าวสาว ยกปืนขู่ถาม “รถลูกอะไร” พ่อแม่หิ้วปืนปลอมมอบตัว อ้างลูกสำนึกผิดไปบวชเณร




เมื่อวันที่ 30 เม.ย.68 ที่ สภ.รัตนาธิเบศร์ จ.นนทบุรี นางสาวณัฐธิชา ลือประดิษฐ์ ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดนนทบุรี พร้อมด้วยนางสาวศรารัญย์ เฉลิมภักดีกุล อายุ 26 ปี และนางสาวกมลพร สงค์สกุล อายุ 32 ปี ซึ่งเป็นทีมข่าวเดียวกัน ได้เดินทางเข้าร้องเรียนต่อ ดร.ปรเมศร์ ชัยพัชรกุลพงษ์ หรือ “ดร.แก้ว” ประธานที่ปรึกษาอัยการจังหวัดนนทบุรี และประธานคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจ (กต.ตร.) สภ.รัตนาธิเบศร์ เพื่อขอความเป็นธรรมและติดตามความคืบหน้าคดีอุกอาจ หลังทั้งสามคนถูกวัยรุ่นชายขับรถจักรยานยนต์เข้าประกบ พร้อมพูดข่มขู่และโชว์อาวุธปืนใส่ ขณะกำลังขับรถผ่านบริเวณแยกสนามบินน้ำ ต.ท่าทราย อ.เมืองนนทบุรี




หลังเกิดเหตุ พล.ต.ต.กิตติ์ธเนศ ธนนันท์ทวีสิน ผบก.ภ.จว.นนทบุรี ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่สืบสวนเร่งตรวจสอบกล้องวงจรปิดอย่างละเอียด จนสามารถระบุตัวผู้ก่อเหตุได้ว่าเป็นเยาวชนชาย อายุ 14 ปี ชื่อ “ด.ช.อธิษฐ์” โดยได้เชิญตัวมาที่สถานีตำรวจ แต่พบว่าบิดาและมารดาอ้างว่าบุตรชายรู้สึกผิด จึงได้บวชเณรอยู่ที่จังหวัดจันทบุรี พร้อมนำอาวุธปืนอัดลมสีดำ ซึ่งอ้างว่าเป็นของลูกชาย มามอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ




น.ส.ณัฐธิชา เปิดเผยว่า เหตุเกิดเมื่อคืนวันที่ 6 เม.ย.68 เวลาประมาณ 22.40 น. ตนและเพื่อนอีกสองคนซึ่งเป็นทีมข่าวด้วยกัน เพิ่งเสร็จจากการทำเล็บที่ตลาดนกฮูก และกำลังเดินทางกลับบ้าน โดย น.ส.ศรารัญย์ เป็นผู้ขับขี่ น.ส.กมลพร นั่งซ้อนกลาง และตนเป็นคนซ้อนท้ายสุด ขณะรถกำลังมุ่งหน้าจากแยกสนามบินน้ำไปทางปากเกร็ด ได้มีรถจักรยานยนต์ฮอนด้า สกู๊ปปี้ไอ สีเทา-แดง ขี่เข้ามาเทียบข้างอย่างกระชั้นชิด





ผู้ก่อเหตุขี่เข้ามาแล้วพูดว่า ‘รถแรงหรอ วัยรุ่น รถลูกอะไร’ ตอนนั้นตนทั้ง 3 คน ยังคิดว่าเขาอาจจะรู้จักหรือพูดเล่น ทางด้านน.ส.ศรารัญย์เลยยิ้มตอบกลับไปแล้วบอกว่า ‘รถลูกเดิม ไม่ได้แต่ง’ แต่แล้วผู้ชายคนนั้นกลับพูดต่อทันทีว่า ‘ส่วนกูลูก .38’ แล้วก็หยิบปืนขึ้นมาวางบนตัก หันกระบอกมาทางหน้าน.ส.ศรารัญย์ ซึ่งพวกตนตกใจมาก ไม่รู้ว่าเขาจะทำอะไรต่อ พวกตนเลยชะลอรถ พยายามมองหน้าผู้ก่อเหตุว่าเป็นคนรู้จักหรือไหม ปรากฏว่าไม่มีใครรู้จักเลย แล้วเขาก็บิดรถหนีไป





น.ส.ณัฐธิชา กล่าวอีกว่า หลังเกิดเหตุ ได้เข้าแจ้งความและติดตามความคืบหน้าคดีอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นห่วงความปลอดภัยของตัวเองและทีมงาน โดยเฉพาะในฐานะที่ยังต้องทำข่าวอยู่ในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี และทำงานด้านสื่อสารมวลชนมานาน ไม่เคยเจอเหตุการณ์ที่ทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัยเช่นนี้มาก่อน





ส่วนเรื่องที่ครอบครัวเขาบอกว่าลูกชายไปบวชเพื่อชดใช้ความผิด ตนไม่คิดว่านั่นคือการรับผิดชอบ เขาทำผิดต้องกล้าเผชิญหน้ากับสิ่งที่ตัวเองทำ ไม่ใช่ให้พ่อแม่มาปกป้องแทน แถมยังโยนความผิดให้คนอื่นอีกด้วย อยากฝากถึงผู้ก่อเหตุว่า อายุแค่นี้ยังต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะเติบโต ควรคิดก่อนทำ เพราะถ้าวันนั้นเจอคนที่มีอาวุธเหมือนกัน เขาอาจจะไม่รอด แล้วอย่าไปทำแบบนี้กับใครอีก ส่วนตัวตนจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด และอยากให้พ่อแม่ต้องร่วมรับผิดชอบ เพราะพฤติกรรมแบบนี้มันไม่ใช่แค่เด็กผิด แต่สะท้อนถึงการเลี้ยงดูที่ไม่ถูกต้องด้วย ไม่ใช่มาอ้างว่าขู่ผิดตัว





ด้านน.ส.ศรารัญย์ ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ในวันเกิดเหตุ กล่าวว่า ตนรู้สึกกังวลอย่างมากต่อความปลอดภัยในการทำงาน เนื่องจากต้องออกพื้นที่ตลอดเวลา และสิ่งที่ไม่พอใจที่สุดคือพฤติกรรมของพ่อแม่ผู้ก่อเหตุ ที่ไม่แสดงความเสียใจหรือสำนึกใด ๆ หลังจากที่ตำรวจได้เชิญตัวมานั่งพูดคุยกับตน


ซึ่งตอนที่พูดคุยกัน เขาไม่ได้พูดคำขอโทษแม้แต่คำเดียว เวลาคุยกันประมาณ 10 นาที แต่กลับมีท่าทีไม่พอใจ เหมือนลูกเขาไม่ผิดอะไรเลย และที่แย่ที่สุดคือ ปืนที่เอามามอบให้ตำรวจ เป็นแค่ปืนอัดลมของเล่นสีดำ แต่ปืนที่ใช้ในวันเกิดเหตุด้ามจับเป็นสีน้ำตาล ซึ่งตนยืนยันว่าเป็นคนละกระบอกกัน ซึ่งมันไม่ใช่ของเล่น และไม่ใช่แค่การหยอกล้อตนยืนยันว่า จะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด เพื่อให้ผู้ก่อเหตุและครอบครัวได้สำนึกว่า พฤติกรรมเช่นนี้ไม่อาจหลบเลี่ยงความรับผิดชอบได้


ขณะที่ น.ส.กมลพร ซึ่งนั่งซ้อนกลางในวันเกิดเหตุ กล่าวเสริมว่า ขณะเกิดเหตุรู้สึกตกใจและสับสนมาก เพราะไม่เคยเผชิญเหตุการณ์ที่อันตรายขนาดนี้มาก่อน ตอนนั้นมือไม้เย็นไปหมด ไม่รู้ว่าคนขี่ข้างๆ จะยิงจริงไหม แล้วพอรู้ว่าเด็กแค่ 14 ปี ทางผู้ปกครองควรพาเขามารับผิดชอบด้วยตัวเอง ไม่ใช่หลบหนีปัญหา


ด้าน ดร.ปรเมศร์ หรือ “ดร.แก้ว” กล่าวว่า คดีนี้ถือเป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนของปัญหาสังคม โดยเฉพาะพฤติกรรมรุนแรงของเยาวชนที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์บนท้องถนน หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เร่งตรวจสอบกล้องวงจรปิดและสามารถระบุตัวผู้ก่อเหตุได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งทางผู้บัญชาการตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรีได้สั่งการให้ดำเนินคดีอย่างเต็มที่ แม้ผู้ก่อเหตุจะเป็นเยาวชนก็ไม่สามารถละเมิดกฎหมายได้ จะมีการออกหมายเรียกเพื่อมารับทราบข้อกล่าวหา โดยตำรวจจะดำเนินคดีในทุกขั้นตอนตามกฎหมายเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับน้องนักข่าวและประชาชน


ดร.แก้ว กล่าวทิ้งท้ายว่า ผู้ปกครองมีบทบาทสำคัญต่อพฤติกรรมของบุตร หากปล่อยปละละเลยหรือเข้าข้างจนเกินไป อาจส่งผลเสียต่อเด็กและสังคมโดยรวม พร้อมย้ำว่า “เด็กจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดู เคสนี้เห็นได้ชัดว่าพ่อแม่ส่งเสริมในทางที่ไม่ถูกต้อง และต้องร่วมรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น”


มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง บรรเทาทุกข์ผู้ประสบอัคคีภัยในพื้นที่อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา และ เขตธนบุรี กรุงเทพฯ มอบเงินช่วยเหลือพร้อมเครื่องอุปโภคบริโภค รวมมูลค่ากว่า 3 แสนบาท

 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง บรรเทาทุกข์ผู้ประสบอัคคีภัยในพื้นที่อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา และ เขตธนบุรี กรุงเทพฯ มอบเงินช่วยเหลือพร้อมเครื่องอุปโภคบริโภค รวมมูลค่ากว่า 3 แสนบาท

.




วันนี้ (วันพุธที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2568) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิก พร้อมด้วย นายรัชพร ประสงค์ทรัพย์ หัวหน้าแผนกสาธารณภัย นำทีม แผนกสาธารณภัย ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ ลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอัคคีภัยในพื้นที่อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา รวมจำนวน 41 คน โดยมอบเงินสดคนละ 3,500 บาท พร้อมมอบเครื่องอุปโภคบริโภค จำนวน 17 ชุด  รวมมูลค่าการช่วยเหลือทั้งสิ้น 186,000 บาท (หนึ่งแสนแปดหมื่นหกพันบาทถ้วน) โดยมี นายพงษ์ศักดิ์ ธีระกิตติวัฒนา หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดฉะเชิงเทรา ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนต่างๆ ร่วมในพิธี  พร้อมด้วย มูลนิธิสว่างแผ่ไพศาลธรรมสถาน เป็นผู้ประสานงานและร่วมในพิธี ณ บริเวณตลาดเก่าพนมสารคาม อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา

.




โดยวานนี้ (วันอังคารที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2568) นายอรัณย์ โตทวด ผู้จัดการใหญ่มูลนิธิฯ พร้อมด้วย นายรัชพร ประสงค์ทรัพย์ หัวหน้าแผนกสาธารณภัย นำทีมแผนกสาธารณภัย ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุอัคคีภัยบริเวณชุมชนใกล้สำนักงานเขตธนบุรี แขวงบางยี่เรือ เขตธนบุรี กรุงเทพฯ รวมจำนวน 42 คน โดยมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มอบเงินสดคนละ 3,500 บาท พร้อมมอบเครื่องอุปโภคบริโภครายครอบครัว จำนวน 14 ชุด  และรายบุคคล จำนวน 3 ชุด ในการนี้ มูลนิธิไกรสิทธิการกุศล ร่วมมอบเงินสด คนละ 400 บาท และ พุทธสมาคมปทุมรังษี ร่วมมอบข้าวสาร คนละ 10 กิโลกรัม รวมมูลค่าการช่วยเหลือทั้ง 3 องค์กรทั้งสิ้น  211,700 บาท (สองแสนหนึ่งหมื่นหนึ่งพันเจ็ดร้อยบาทถ้วน)

.




รวมมูลค่าการดำเนินการช่วยเหลือผู้ประสบอัคคีภัยทั้งในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา และ เขตธนบุรี กรุงเทพฯ เป็นเงินทั้งสิ้น 397,700 บาท (สามแสนเก้าหมื่นเจ็ดพันเจ็ดร้อยบาทถ้วน)

.




ตลอดระยะเวลากว่า 115 ปี มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ  ศาสนา  เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลาย ๆ ทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ดังปณิธาน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

.

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung

.

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

#แอปพลิเคชัน และ #สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง1418 

#ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

ตี๋สมเด็จ/รายงาน


วันอังคารที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2568

 นนทบุรี พระพยอมติงพระเณรตอกเสาเข็มในกุฎิเป็นคนอุบาทไม่มีสมณะสัญญา



จากกรณีเพจ Red Skull หรือ โหลกแดง ได้เปิดเผยเรื่องราวสุดช็อกเกี่ยวกับสามเณรในวัดแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ซึ่งมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมโดยโพสต์ภาพโชว์เต้านมและฉีดยาคุม รวมถึงมีการกระทำอนาจารร่วมกับพระภายในวัด รวมถึงการเผยแพร่คลิปส่วนตัวในสื่อโซเชียล ทำให้เกิดการร้องเรียนและขอให้มีการดำเนินการทางวินัยและทางกฎหมายกับสามเณรและพระผู้ใหญ่ที่ไม่ดำเนินการใด ๆ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสาธารณชน




ล่าสุดวันนี้(28 เม.ย.68) ผู้สื่อข่าวได้เดินทางเข้าพบ พระราชธรรมนิเทศ พระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว เพื่อสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว 




พระพยอม กล่าวว่าถ้าเป็นจริงตามข่าวถือขวดสุราถ่ายภาพลามกด้วยตัวเองถือว่าเป็นคนอุบาทไม่ปกติไม่มีสมณะสัญญา พวกนี้เปรียบเหมือนขยะในทะเลคลื่นมหาชนคลื่นข่าวจะต้องขับไสไล่ส่งเชื่อว่าไม่มีใครเลี้ยงดู ญาติโยมรู้ไม่ใส่บาตร ถ้าเจ้าอาวาสรู้ก็ไม่เลี้ยงไว้ คนแบบนี้ไม่สมควรมาบวชเหมือนคนปัญญาอ่อนชนิดที่สมองไม่ได้บรรจุปัญญาจุแต่ความเลวทรามเลี้ยงไว้เป็นเสนียดกับทางวัด เรื่องวิปริต วิสถาน มีมานานไม่ออกมาเผยแพร่ให้เห็นภาพเดี๋ยวนี้สื่อโซเชียลมันแรงคนพวกนี้ควรไปอยู่ที่ชอบๆ




 นนทบุรี วงจรปิด แบบนี้ก็ได้หรอ? ผู้เช่าผวา เจ้าของห้องไขกุญแจขณะนอนหลับ อ้างถ่ายรูปเครมประกัน เตรียมย้ายออก





     จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง โพสต์คลิปวงจรปิด พร้อมระบุข้อความว่า “ตามหา เจ้าของห้องใจดี ที่ไม่ไขประตูมาตอนเราหลับค่ะ จะพาช่างเข้ามาเราไม่มีปัญหา หรือจะเข้ามาตรวจห้องเราก็ไม่เคยมีปัญหาเลย แต่ ควรรอเราอนุญาตก่อนดีมั้ยคะ เราเช่าอยู่จ่ายค่าเช่าตรงปกติ #เราไม่ได้มาขออยู่ฟรีๆนะคะ

เจ้าของห้องที่ใจดี วอนเมตตาเสนอห้องมาที เราอึดอัดเพราะมีปัญหาตั้งแต่เช่ายังไม่ถึงเดือน เรื่องสั่งพัสดุเยอะเกินไป เขาไม่โอเค ว่าสั่นนน #จ่ายเงินเช่าค่ะ #ไม่ได้มาขออยู่ฟรีเน๊อะ #ผู้เช่า #ถูกละเมิดการเป็นส่วนตัว #นอนอยู่มีคนมาเปิดห้อง #คอนโดนนทบุรี”







     เมื่อวันที่ 28 เม.ย. 68 ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่คอนโดแห่งหนึ่ง ต.บางรักใหญ่ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี พบน.ส.เอ (นามสมมุติ) อายุ 35 ปี ผู้เช่าห้อง เล่าเหตุการณ์ให้ฟังว่า กล่าวว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวาน เวลาประมาณ 14.30 น. ตนนอนอยู่ในห้อง ได้ยินเสียงไขกุญแจ จึงเริ่มสงสัยแต่คิดว่าไม่ใช่ห้องตน จากนั้นได้ยินเสียงเปิดประตูเข้ามา ตนจึงออกมาดูพบว่ามีผู้หญิง 1 คน ผู้ชาย 2 คน เป็นเจ้าของห้องพร้อมกับช่างของคอนโด ซึ่งเจ้าของห้องไม่มีการบอกล่วงหน้าอะไร มีแค่โทรเข้ามา 1 สาย และไลน์มาส่วนตัว ซึ่งตนยังไม่ได้ตอบกลับไปเพราะยังไม่ตื่น โดยเจ้าของห้องแจ้งว่าเอากุญแจมาจากนิติ ตนรู้สึกงงๆ และตกใจเพราะตัวเองก็ยังอยู่ในชุดนอน ไม่ได้ใส่ชุดชั้นใน แอบรู้สึกกลัว โดยเจ้าของห้องแจ้งว่าเข้ามาถ่ายรูปเพื่อเคลมประกันจากเหตุแผ่นดินไหว ซึ่งก่อนหน้านี้ตนได้แจ้งกับทางนิติเพื่อจะเคลม แต่ยังไม่มีการนัดหมายวัน-เวลาเข้ามา จากในคลิปวงจรปิดจะเห็นว่าเจ้าของห้องไขกุญแจเข้ามาแล้วก็พูดว่า “โทษนะคะ พอดีโทรมาแล้วไม่รับสาย ไลน์มาไม่อ่าน“ ตอนนี้ยังไม่ได้มีการพูดคุยกัน ส่วนตัวคิดว่าควรจะย้ายออกแล้ว ตนคิดว่าเรื่องแบบนี้ควรจะเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่ใช่ว่าไม่พอใจ แต่จริงๆควรจะแจ้งกันก่อน ไม่ใช่ถือวิสาสะเข้ามา ค่าเช่าห้องตนก็ไม่เคยมีปัญหา แต่เมื่อเช่าห้องแล้วก็ควรจะได้รับพื้นที่ส่วนตัวมากกว่านี้ หากเจ้าของห้องติดต่อตนไม่ได้ก็ควรจะต้องรอ เพราะตนถือกรรมสิทธิ์ผู้เช่าอยู่ หากยังไม่ได้รับอนุญาตก็ไม่ควรจะทำ





     ซึ่งหลังจากที่เจ้าของห้องเข้ามาพร้อมช่างคอนโด ใช้เวลาประมาณ 10 นาที ในการเข้ามาถ่ายรูปและออกไป ไม่มีการขอโทษอะไรใดๆ ตนคิดว่าจะย้ายออก เพราะรู้สึกว่าน่ากลัว อยากให้เจ้าของห้องใจกว้างมากกว่านี้ รวมถึงให้เกียรติกันมากกว่านี้ ฝากถึงหากใครสนใจจะเช่าห้องต้องดูให้ดี ตนอยู่ที่นี่มา 4 เดือนแล้ว ตอนย้ายเข้าห้องใหม่ๆก็มีปัญหา ตนสั่งของจุกจิกเป็นของใช้ภายในห้อง แต่เจ้าของห้องมาแจ้งกับเอเจนซี่ว่า “พัสดุมาเยอะเกินไป ไม่โอเค” ทั้งที่ตนเป็นคนเช่าห้อง ซึ่งในสัญญาก็ไม่ได้มีข้อห้ามตรงนี้ ตนก็รู้สึกอึดอัด ตอนแรกเพิ่งมาอยู่อะไรยอมได้ก็ยอม แต่พอเจอเรื่องนี้ก็รู้สึกว่าไม่ใช่แล้ว ในสัญญาแจ้งว่าจะต้องแจ้งออกก่อน 30 วัน แต่วันทำสัญญาเจ้าของห้องแจ้งว่าหากขายได้ จะให้ตนย้ายไปอยู่ห้องใหญ่ ตนก็รู้สึกไม่โอเคหลายๆอย่าง





*** หมายเหตุ : เบลอหน้าผู้เสียหายด้วยครับ