วันพุธที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2568

 นนทบุรี ทนายเดชา สืบพยานคดีแตงโม ยังไม่แล้วเสร็จ นัดอีก 13 ก.พ. เป็นปากสุดท้าย  




     ทนายเดชา กิตติวิทยานันท์ กล่าวภายหลังสืบพยานจำเลยคดีแตงโม ว่า เมื่อช่วงเช้า พยานที่นำสืบคือ กระติก อิจศรินทร์ ที่เปิดเผยว่า ลำดับขั้นตอนบรรยากาศบนเรือ ว่า มีการดื่มสุราและจุดที่นั่งภายในเรือรวมทั้งแก้วไวน์แตกอย่างไร ซึ่งในช่วงบ่ายจะสืบกระติก ต่อเนื่องจาก ยังมีประเด็นที่ต้องซักถามต่อ ซึ่งคาดว่าวันนี้จะแล้วเสร็จ ในส่วนของกระติก ส่วนของนายภีม จะนัดสืบพยานในวันที่ 13 ก.พ. นี้ เป็นปากสุดท้ายหลังจากนั้นศาลจะใช้เวลาในการพิจารณาและนัดพิพากษา ต่อไป






     ส่วนบรรยากาศ ขายในห้องพิจารณา ก็เรียบร้อยดี โดยทางแม่ภนิดา ได้ฝากข้อความ มายังสื่อมวลชน ว่าไม่สะดวกให้สัมภาษณ์เพราะกลัวทัวร์ลงและกลัวจะเสียรูปคดี 









     ทางด้านทนายพรศักดิ์ บอกว่า ในการสืบพยานวันนี้ ยังสืบพยานไม่เสร็จ คดีเดิมไปตามปกติทุกอย่างไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ส่วนคดีที่มีการยื่นไต่สวนเรื่องละเมิดอำนาจศาลยังไม่ขอให้ข้อมูล

 นนทบุรี หมอปลาช่วยด้วย ครอบครัวร้องสื่อพ่อพาซินแสมาดูฮวงจุ้ยก่อนตั้งศาล ฝังของใต้ดิน หมดเงินหลักล้าน





     เมื่อวันที่ 29 ม.ค. 68 ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่หมู่บ้านชื่อดังแห่งหนึ่ง ย่านบางบัวทอง ต.บางบัวทอง อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี หลังได้รับเรื่องร้องเรียนจากนายแบงค์ (นามสมมุติ) อายุ 25 ปี และน.ส.เบนซ์ (นามสมมุติ) อายุ 22 ปี สองพี่น้อง ว่าหลังจากพ่อไปรู้จักกับซินแสท่านหนึ่ง เมื่อ 2 ปีที่แล้ว และได้ติดต่อให้มาดูบ้าน ตั้งศาล (ตี่จู้เอี๊ยะ) ไปมาหาสู่กันตลอด 1 ปีกว่าๆ จากนั้นพ่อเริ่มใช้เงินเยอะ ซื้อข้าวของให้ซินแสหลักล้าน ซึ่งหลังจากตั้งศาล และนำรูปปั้นต่างๆเข้ามาบูชาในบ้าน ธุรกิจของครอบครัวก็เริ่มถดถอยลง จากที่เคยมีรายได้หลายสิบล้านบาท ตอนนี้แทบจะล้มละลาย จึงอยากวอนหมอปลาให้ช่วยเหลือ กลัวว่าบ้านของตัวเองจะถูกซินแสคนดังกล่าวทำของไม่ดีใส่







     นายแบงค์ และน.ส.เบนซ์ สองพี่น้อง เล่าเหตุการณ์ให้ทีมข่าวฟังว่า เมื่อ 2 ปีที่แล้วมีคนแนะนำให้พ่อไปรู้จักกับซินแสท่านหนึ่ง และได้ติดต่อให้มาดูบ้าน ตั้งศาล (ตี่จู้เอี๊ยะ) ในบ้าน ซึ่งพ่อได้มีการไปมาหาสู่กับซินแสตลอด 1 ปีกว่าๆ จากนั้นพ่อเริ่มใช้เงินเยอะ วันหยุดพ่อแทบไม่อยู่บ้าน ชอบออกจากบ้านตอนกลางคืนเพื่อไปทำพิธี ซื้อรถคันละล้านให้ซินแส ซื้อบ้านที่ซินแสแนะนำ (มาทราบภายหลังว่าเป็นของซินแสเอง) ล่าสุดไปซื้อที่ดินอีก 10 ล้านบาท และให้นำองค์เทพของจีน ชุดวานรสีเหลืองทอง เอามาวางไว้บนหิ้งพระ บอกว่าเขาถูกชะตากับตัวของพี่ชายเลยให้มา ตนทั้งสองคนเคยพบเจอกับซินแสคนดังกล่าวตอนมาทำพิธีกรรมในบ้าน โดยมีการฝังโอ่งสีเงิน และสร้อยไข่มุกไว้ข้างบ้าน สังเกตุว่าเวลาทำพิธีจะพูดภาษาแปลกๆที่ฟังแล้วไม่ใช่ภาษาจีนอีกด้วย หลังๆครอบครัวรู้สึกว่าเริ่มมีอะไรแปลกๆไป จนแม่ได้มีการพูดคุยกับพ่อ แต่ห้ามอะไรนิดหน่อยพ่อจะก็โมโหใส่ แม่เคยโทรไปคุยกับซินแสว่าให้ช่วยเตือนพ่อเรื่องการใช้เงิน ก็ได้แต่รับปากไว้อย่างเดียว






     จากที่ครอบครัวเคยมีรายได้จากธุรกิจหลายล้านบาทต่อเดือน ก็ลดน้อยลง ปัจจุบันครอบครัวแทบจะล้มละลาย หลังจากนั้นพ่อได้มารู้ว่าซินแสคนดังกล่าวมีการพูดถึงลับหลังในทางที่ไม่ดี จึงตีตัวออกห่าง และไม่ได้ติดต่อกันอีกประมาณเกือบ 1 ปีแล้ว และก่อนหน้านี้น้องสาวเคยเห็นคนแก่ใส่ชุดสีขาว ผมขาว มีหนวดขาวยาวๆ เดินผ่านบริเวณบ้าน และได้ฝันว่าพบเจอซินแสคนดังกล่าวเอาตุ๊กตามามอบให้พ่อ ในฝันน้องสาวได้ห้ามพ่อไว้ไม่ให้รับตุ๊กตาตัวนั้น แต่พ่อไม่เชื่อ ยื่นมือไปรับตุ๊กตาตั้วนั้นมาเก็บไว้กับตัว






     ต่อมา สองพี่น้องรู้สึกกลัวศาล (ตี่จู้เอี๊ยะ) ในบ้านตัวเอง น้องสาวนึกขึ้นได้ว่าซินแสคนดังกล่าวเคยฝังของไว้ที่ข้างบ้านเมื่อ 2 ปีที่แล้ว จึงขออนุญาตพ่อขุดขึ้นมา เมื่อลงมือขุดดินข้างบ้าน (วันที่ 28 ม.ค. 68) พบรูปปั้นตุ๊กตาตัวเล็กๆคล้ายในความฝัน สังเกตุดูเหมือนรูปปั้นของปี่เซียะ และมีเหรียญบาทจำนวนมาก ทองแท่งปลอม โอ่งสีเงิน เศษโอ่งที่แตกแล้ว กำไล ลูกแก้ว สร้อยรูปกุญแจ สร้อยไข่มุก เข็มขัดโบราณ จำนวนมากกว่าที่เคยเห็นตอนซินแสทำพิธีเมื่อ 2 ปีก่อน สองพี่น้องรู้สึกตกใจ และตอนนี้เดือดร้อนมากกลัวว่าบ้านของตัวเองจะถูกซินแสคนดังกล่าวทำของไม่ดีใส่ จึงอยากร้องสื่อและหมอปลาให้มีคนมาช่วยแก้ไขฮวงจุ้ยที่บ้านให้ไปในทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งเคยคุยกับพ่อแล้ว แต่พ่อจะคอยย้ำตลอดว่าไม่ให้ยุ่งกับศาล (ตี่จู้เอี๊ยะ) แต่สองพี่น้องไม่เชื่อ และอยากให้หมอปลามาช่วยหาทางออกให้กับครอบครัวของตนด้วย






*** หมายเหตุ : รบกวนเบลอหน้าด้วยครับ ครอบครัวกลัวเรื่องความปลอดภัย ***

วันจันทร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2568

 นนทบุรี แปลกแต่จริง ! หมอเสริมความงาม ร้องมูลนิธิดัง หลังถูกคนร้ายลักเงินสดเกือบ 1 ล้านบาท ตำรวจจับได้แต่ตามของกลางคืนได้แค่แสนกว่าบาทส่วนที่เหลือหายไปไหน



   เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 26 มกราคม 68 ที่มูลนิธิรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม ถนนแจ้งวัฒนะ ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี นพ.สุรการ กาญจนสุกร์  แพทย์ แพทย์ศัลยกรรมด้านความงามเจ้าของคลินิก  "ด็อกเตอร์การ"  เลขที่ 1/1 ซอยพหลโยธิน 31 แขวงจอมพล เขตจตุจักร กทม. พร้อมแฟนสาว เดินทางนำเอกสารหลักฐานต่างๆ เข้าร้องเรียนขอความเป็นธรรมกับ ว่าที่ร้อยตรีรภัสสิทธิ์  ภัทรสิริชัยสิน  รองประธานมูลนิธิ , นางชฎาภรณ์  พงศ์ทองเมือง ที่ปรึกษามูลนิธิ  หลังตนเองถูกคนร้ายเข้ามาลักทรัพย์ เป็นเงินสด 983,000 บาท พระเลี่ยมทอง 3 องค์ โทรศัพท์มือถือ OPPO 1 เครื่อง เหตุเกิดเมื่อวันที่ 13 มกราคม 68 เวลา 23.00 น.




  ต่อมาให้หลังเพียง 3 วัน เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สน.พหลโยธิน สามารถจับกุมตัวนายประเวศ นุสิทธิ์ อายุ 53 ปี คนร้ายที่ก่อเหตุเข้ามาลักทรัพย์ในคลินิกของตนเองได้เมื่อวันที่ 16 มกราคม 68 โดยผู้ต้องหาเคยต้องคดีลักทรัพย์และเพิ่งออกมาจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ หลังจับกุมตัวคนร้ายได้ ตนได้เงินคืนเพียง 127,500 บาท ส่วนที่เหลืออีก 855,500 เจ้าหน้าที่ตำรวจบอกว่าคนร้ายใช้เงินไปหมดแล้ว ซึ่งตนเองก็แปลกใจว่าทำไมเพียงแค่ 3 วัน คนร้ายจะใช้เงินได้มากมายขนาดนี้ เงินจำนวนเกือบล้านบาทนี้ตนเก็บไว้ในคลินิก และเป็นเงินที่ได้มาจากน้ำพักน้ำแรงในการเก็บหอมรอมริบมากว่า 1 ปี





  ต่อมาตนพยายามหาข้อมูลพบหลักฐานในโทรศัพท์มือถือพร้อมข้อความในแชทที่ผู้ต้องหาพูดคุยกับครอบครัว จึงได้เดินทางไปที่บ้านพบลูกสาวของนายประเวศผู้ก่อเหตุ ก็สามารถตามคืนได้เพียงพระที่ผู้เป็นพ่อนำมาฝากไว้ ส่วนเงินสดจำนวนหนึ่งลูกสาวอ้างว่านำไปซื้อทองและขายไปก่อนหน้านี้แล้ว มีเพียงพระที่หลงเหลืออยู่ที่ส่งคืนมาให้กับตนเท่านั้น หลังเกิดเหตุจับกุมตัวคนร้ายได้ ตนต้องออกติดตามหาทรัพย์สินที่ยังขาดหายไปคืนด้วยตนเอง แต่ก็ยังตามหาไม่เจอ และไม่เชื่อว่าผู้ต้องหาจะใช้เงินจำนวนเกือบล้านบาทหมดภายใน 3 วันอีกทั้งก็แปลกใจ ทำไมเจ้าหน้าที่ตำรวจถึงตามเงินส่วนที่เหลือคืนกับตนเองไม่ได้ ทำไมไม่เรียกตัว ครอบครัวผู้ต้องหา มาสอบสวนขยาย ผล เพื่อติดตามทรัพย์สินตนเองกลับคืนมา

  นอกจากนี้ตนเองยังพบแชทข้อความในโทรศัพท์มือถือของนายประเวศ ผู้ต้องหารายนี้ว่า ก่อนถูกจับกุมตัวในวันที่ 16 มกราคมช่วงกลางคืนปรากฏว่าในช่วงเช้าผู้ต้องหาได้ไปพบกับผู้คุมที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มีการพูดคุยฝากฝังอะไรกันหรือเปล่า ผู้ต้องหาเคยติดคุกคดีลักทรัพย์ติดไม่นานก็ออกมา มีความสนิทสนมกับผู้คุมเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เรื่องของตนจะมีอะไรลับลมคมในหรือเปล่า แล้วเงินของตนจำนวนมากเกือบล้านหายไปไหน อยากฝากเจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยสนใจและดูแลคดีนี้ให้ตนด้วย




  ด้านนายรภัสสิทธิ์ รองประธานมูลนิธิกล่าวว่า คดีนี้ตนเองรู้สึกแปลกๆและไม่ชอบมาพากล ฟังจากปากคำผู้เสียหาย น่าจะตามของกลางและทรัพย์สินคืนได้มากกว่านี้ การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจมาอ้างกับ ตนว่านายประเวศคนก่อเหตุ นำเงินไปละลายใช้จ่ายหมดแล้วนั้น ตนรู้สึกว่ามีข้อพิรุธหลายอย่าง เจ้าหน้าที่ตำรวจน่าจะทำงานละเอียดในเชิงลึกมากกว่านี้ อย่างไรก็ตามตนจะพาผู้เสียหายไปร้องเรียนขอความเป็นธรรมกับผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เพื่อให้ช่วยติดตามทรัพย์สินของคุณหมอเจ้าของคลินิกในส่วนที่ยังขาดเหลือกลับมาด้วยไม่ว่าจะมากน้อยแค่ไหนแต่ไม่ใช่หายไปเป็นจำนวนเงินมากมายแบบนี้

 นนทบุรี หวิดวุ่น ตาวัย 70 แจ้งคนร้ายถือปืนบุกบ้าน ตร.ค้นทุกซอกไม่พบ คาดลืมกินยา






เมื่อเวลา 22.40 น. วันที่ 26 ม.ค.68 พ.ต.ท.สีน้ำ นิยมพลอย สวป.สภ.บางบัวทอง ได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุว่ามีคนร้าย 2 ราย พร้อมอาวุธปืนบุกเข้าบ้านคุณตาวัย 70 ปี ภายในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ต.บางรักใหญ่ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี จึงนำกำลังตำรวจสายตรวจ และชุดไล่ล่าจำนวนกว่า 20 นาย พร้อมเจ้าหน้าที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง 3 นาย เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุทันที







จุดเกิดเหตุเป็นทาวน์โฮม 2 ชั้น พบนายสุรชัย วรภาสุนทร อายุ 70 ปี เจ้าของบ้าน นอนอยู่ที่โซฟาชั้นล่าง โดยนายสุรชัยพาเจ้าหน้าที่ตรวจสอบทั่วทั้งบ้านทั้งชั้น 1 และ 2 แต่ไม่พบร่องรอยของคนร้ายแต่อย่างใด





นายสุรชัยเล่าว่า ช่วงเวลาประมาณ 22.30 น. ขณะที่ตนกำลังพักผ่อนอยู่ที่โซฟาชั้นล่าง ได้มีคน 2-3 คน พร้อมอาวุธปืนเดินเข้ามาภายในบ้าน ทำให้ตนตกใจและพยายามคว้ามีดเพื่อป้องกันตัว พร้อมตะโกนถามว่า “เฮ้ย เข้ามาทำอะไรเนี่ย” จากนั้นคนร้ายได้วิ่งขึ้นไปบนชั้นสอง ตนจึงรีบออกมาขอความช่วยเหลือจากชาวบ้านให้โทรแจ้งตำรวจ





จากการสอบถามเพื่อนบ้านที่อาศัยอยู่ข้างเคียง ให้ข้อมูลว่า ตนพักผ่อนอยู่ที่ชั้น 2 ของบ้านตามปกติ แต่ไม่ได้ยินเสียงผิดปกติหรือเสียงคนเดินบนฝ้าเพดานแต่อย่างใด





ด้านพ.ต.ท.สีน้ำ เปิดเผยว่า ภายหลังได้รับแจ้งเหตุเจ้าหน้าที่ได้เร่งเข้าตรวจสอบทันที โดยตรวจค้นพื้นที่ทั่วทั้งตัวบ้าน ตั้งแต่ชั้นล่างจนถึงดาดฟ้า รวมถึงเปิดฝ้าเพดานตรวจสอบอย่างละเอียด แต่ไม่พบร่องรอยของคนร้าย รวมถึงการตรวจสอบกล้องวงจรปิดจากบ้านฝั่งตรงข้ามก็ไม่พบภาพบุคคลต้องสงสัยเดินเข้าไปในบ้านคุณตาแต่อย่างใดจากการสอบถามข้อมูลเบื้องต้นพบว่า นายสุรชัยมีโรคประจำตัวเกี่ยวกับ โรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งในวันเกิดเหตุเจ้าตัวลืมรับประทานยา เจ้าหน้าที่จึงสันนิษฐานว่าอาจเกิดจากอาการหลงลืมและความเข้าใจผิดของเจ้าตัวเอง อย่างไรก็ตาม ตำรวจได้ดำเนินการตรวจสอบเรียบร้อย พร้อมให้คำแนะนำแก่เจ้าของบ้านให้ดูแลเรื่องการปิดล็อกประตูและดูแลสุขภาพให้ดีเพื่อความปลอดภัยในอนาคต

วันชัย ลือประดิษฐ์ 0840914601