วันศุกร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2564

"กอ.รมน.จว.ขอนแก่น ร่วมแถลงผลการปฏิบัติและจับกุม ตรวจยึดรถจักรยานยนต์ และท่อไอเสียดัดแปลงเสียงดังตามมาตรการป้องกันและปราบปรามการแข่งขันรถในทาง!!

 "กอ.รมน.จว.ขอนแก่น ร่วมแถลงผลการปฏิบัติและจับกุม ตรวจยึดรถจักรยานยนต์ และท่อไอเสียดัดแปลงเสียงดังตามมาตรการป้องกันและปราบปรามการแข่งขันรถในทาง!! 



ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ยรรยง เวชโอสถ ผบช.ภ.4,พล.ต.ต.สายเพชร ศรีสังข์ รอง ผบช.ภ.4,พล.ต.ต.นพเก้า โสมนัส ผบก.ภ.จว. ขอนแก่น,พ.ต.อ.ธนวัชร ดีบุญมี ณ ชุมแพ รอง ผบก.ภ.จว.ขอนแก่น,พ.อ.วรพินิจ ขันธุปัฎน์ รอง ผอ.รมน.จว.ขอนแก่น,นายศุภชัย ลีเขาสูง นายอำเภอเมืองขอนแก่น,พ.ต.อ.ปรีชา เก่งสาริกิจ ผกก.สภ.เมืองขอนแก่น,พ.ต.ท.พีระฉัตร สาขา รอง ผกก.ป.สภ.เมืองขอนแก่น,พ.ต.ท.วิโรจน์ นาหนองขาม รอง ผกก.สืบสวน สภ.เมืองขอนแก่น, พ.ต.ท.กฤดิน กอร์ปกุลหิรัญ รอง ผกก.จร.สภ. เมืองขอนแก่น,พ ต.ท.สุกฤษฏิ์ พุทธิทัยธีรธร สว.สส.สภ.เมืองขอนแก่น,พ.ต.ตธีรภัทร์ วงศ์วิลาศ สว.สส.สภ.เมืองขอนแก่น,พ.ต.ท.ปรีชา พลพงษ์ สว.จร.สภ.เมืองขอนแก่น,พ.ต.ท.เมธี ศรีวันนา สวป.สภ.เมืองขอนแก่น,พ.ต.ต.สุระศักดิ์ สุขสริม สว.สส.ฯปรก.สภ.เมืองขอนแก่น






วันเวลาที่จับกุม วันที่ 25 -29 ต.ค.2564 เหตุเกิด เขตเทศบาลเมืองขอนแก่น และปริมณฑล

พร้อมด้วยของกลาง 


1.รถจักรยานยนต์ท่อแต่งเสียงดัง ดัดแปลงสภาพ และรถไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนรวมจำนวนทั้งหมด 150 คัน 


2.ท่อไอเสียดัดแปลงเสียงดัง จำนวน 100 ท่อ 


โดยกล่าวหาว่า 


1.ขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น อัตราโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับสูงสุด 10,000 บาท 


2.เปลี่ยนแปลงตัวรถหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของรถให้ผิดไปจากรายการที่จดทะเบียนไว้ (ดัดแปลงสภาพรถ) ตามอัตราโทษปรับสูงสุด 2,000 บาท 


3.ขับรถโดยไม่ได้รับอนุญาต มีอัตราโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 1,000 บาท และในส่วนของผู้ปกครอง ที่ปล่อยปละละเลย ให้เด็กหรือเยาวชนออกมากระทำความผิด ต้องมีส่วนรับผิดใน

ข้อหา บิดามารดา หรือผู้ปกครองสนับสนุนปล่อยปละละเลยให้เด็กหรือเยาวชนร่วมกลุ่มหรือมั่วสุมให้แข่งรถในทาง ตามคำสั่ง คสช.ที่ 22/2558 อัตราโทษ คือ ตักเตือน ทำทัณฑ์บน หรือให้วางเงินประกัน เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กหรือเยาวชนกระทำผิดอีก และหากเด็กหรือเยาวชนกระทำผิดซ้ำอีก บิดามารดา หรือผู้ปกครอง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่กิน 30,000 บาท และริบเงินประกัน 





พฤติการณ์ในการจับกุม การกวดขันจับกุมตรวจยึดรถจักรยานยนต์ในครั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น ได้ปฏิบัติตามนโยบายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายใต้ข้อสั่งการของท่าน พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร.ให้ทุกหน่วยเพิ่มความเข้มในการระดมกวาดล้างจับกุมคคีอาชญากรรมทุกรูปแบบและปราบปรามกลุ่มวัยรุ่นที่มั่วสุมจับกลุ่มกันแข่งรถในทางสาธารณะ และดัดแปลงท่อไอเสียที่มีเสียงดังสร้างความเดือดร้อนรำคาญแก่ประชาชน รวมถึงการจัดการกับร้านแต่งรถซี่ง ร้านซ่อมรถที่ดัดแปลงสภาพรถ หรือโรงงานผลิตและจำหน่ายท่อไอเสีย ที่ไม่ได้มาตรฐานอุตสาหกรรม 





ซึ่งทาง สภ.เมืองขอนแก่น ได้ทำการจับกุมตรวจรถจักรยานยนต์ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนดัดแปลงสภาพ ท่อไอเสียเสียงดัง และมีพฤติการณ์ที่จะนำไปสู่การแข่งขันรถในทาง ทั้งหมด 50 คัน ตรวจยึดท่อไอเสีย จำนวน 100 ท่อ 





จากนั้นได้แจ้งให้ผู้ขับขี่ที่เป็นเยาวชนนำหลักฐานคู่มือรถพร้อมแจ้งผู้ปกครองให้มาเข้าร่วมอบรมทำบันทึกข้อตกลงในเรื่องให้ช่วยกันสอดส่องดูแล ไม่สนับสนุนหรือส่งเสริมการแต่งรถที่ผิดกฎหมาย ช่วยกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของบุตรหลาน ไม่ให้กระทำผิดซ้ำ ก่อนให้นำอุปกรณ์ส่วนควบของตัวรถ ท่อไอเสียที่ได้มาตรฐาน มาประกอบกลับคืนให้เรียบร้อย 


นอกจากนี้จะได้มีการขยายผลจัดอบรมโครงการ นักเรียนสุภาพบุรุษเพื่อปรับเปลี่ยน พฤติกรรมเด็กแวนซ์ให้เป็นเยาวชนต้นแบบ ซึ่ง ไม่แว้น ไม่ทำผิดกฎหมายจราจร และความผิดอื่นที่เกี่ยวข้องต่อไป



#ประชาสัมพันธ์กอ.รมน.จว.ขอนแก่น!!

วันพฤหัสบดีที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2564

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เดินสายพัฒนาคุณภาพชีวิตเยาวชนต่อเนื่อง ในโครงการ “จักรยานเพื่อน้องสัญจร” ครั้งที่ 2 ประจำปี 2564

 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เดินสายพัฒนาคุณภาพชีวิตเยาวชนต่อเนื่อง

ในโครงการ “จักรยานเพื่อน้องสัญจร” ครั้งที่ 2 ประจำปี 2564 


 

ลงพื้นที่มอบจักรยานแก่โรงเรียนในชนบททางภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ รวม 16 จังหวัด 80 โรงเรียน

.

ระหว่างวันที่  18 – 28 ตุลาคม 2564 ที่ผ่านมา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายสุรพงษ์ เสรฐภักดี กรรมการและรองเหรัญญิก พร้อมด้วยนายชูเดช 

เตชะไพบูลย์ ผู้ช่วยกรรมการ จัดทีมสังคมสงเคราะห์ นำโดย นายพินัย ศรีพนาสณฑ์ ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ ลงพื้นที่มอบจักรยาน







 

เสื้อกันฝน และหน้ากากอนามัย  ให้กับโรงเรียนในชนบททางภาคกลาง และภาคใต้ ที่มีเยาวชนประสบปัญหาในด้านการเดินทางไปและกลับโรงเรียนด้วยความยากลำบาก ภายใต้โครงการจักรยานเพื่อน้องสัญจร ครั้งที่ 2 ประจำปี 2564  โดยคณะมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งลงพื้นที่มอบให้กับโรงเรียนที่ขาดแคลนในพื้นที่รวม 16 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  อ่างทอง  สุพรรณบุรี  ชัยนาท  อุทัยธานี กาญจนบุรี ราชบุรี สระแก้ว นครสวรรค์  ตาก ชุมพร สุราษฎร์ธานี พัทลุง นครศรีธรรมราช สงขลา และระนอง รวม 80 โรงเรียน รถจักรยาน จำนวน 1,500 คัน และในสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา (โควิด-19) ประกอบกับเป็นช่วงฤดูฝน มูลนิธิฯ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญจึงได้มอบหน้ากากอนามัยแก่โรงเรียนรวม 40,000 ชิ้น และเสื้อกันฝนรวม 4,000 ตัว รวมงบประมาณในการดำเนินโครงการฯ ทั้งสิ้น จำนวน 2,366,500 บาท (สองล้านสามแสนหกหมื่นหกพันห้าร้อยบาทถ้วน) ทั้งนี้เพื่อให้เด็กนักเรียนสามารถใช้จักรยานเดินทางมาโรงเรียนได้อย่างสะดวก อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้เด็กนักเรียนได้ออกกำลังกาย เรียนรู้กฎจราจร เรียนรู้การแบ่งปัน รวมถึงการดูแลรักษาสิ่งของส่วนรวมและใช้ประโยชน์ได้อย่างถูกต้อง โดยเมื่อเด็กนักเรียนจบการศึกษา จักรยานจะถูกส่งต่อให้แก่เด็กนักเรียนในรุ่นต่อไป โดยมี อาสาศิลปินมูลนิธิฯ คุณครู และตัวแทนนักเรียนจากโรงเรียนต่างๆ ร่วมในพิธี พร้อมด้วย สมาคม/มูลนิธิแต่ละจังหวัดเป็นผู้ประสานงานและร่วมในพิธี 

.









.

ติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung

.

## ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ##

#แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418

#ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

ตี๋สมเด็จ/รายงาน

ปอศ.รวบ นักธุรกิจคนใกล้ชิดฤาษีชื่อดังชลบุรี ตุ๋นลูกศิษย์ให้ร่วมลงทุน อสังหาฯ สูญเงินกว่าครึ่งล้าน

 ปอศ.รวบ นักธุรกิจคนใกล้ชิดฤาษีชื่อดังชลบุรี ตุ๋นลูกศิษย์ให้ร่วมลงทุน อสังหาฯ 

สูญเงินกว่าครึ่งล้าน



วันนี้ (27 ต.ค.64) พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. สั่งการให้พล.ต.ต.พุฒิเดช บุญกระพือ ผบก.ปอศ., 

พ.ต.อ.จักรกริช เสริบุตร ผกก.3 บก.ปอศ., พ.ต.ท.วีร์กวิน เสริมศรีธนชัย, พ.ต.ท.ชยานนท์ ทองแถม รอง ผกก.3 

บก.ปอศ. และชุดจับกุมนำโดย พ.ต.ต.วรพจน์ ลลิตจิรกุล สว.กก.3 บก.ปอศ. จับกุม นายสุพัฒน์กฤต (สงวน



นามสกุล) อายุ 61 ปีตามหมายจับศาลแขวงพัทยา ที่ 68/2564 ลง 28 พ.ค.2564 ในฐานความผิด “ร่วมกัน

ฉ้อโกง” จับกุมได้ในพื้นที่ ต.คลองพระอุดม อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี



เมื่อวันที่ 27 ต.ค.64 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.3 บก.ปอศ. ได้จับกุมนายสุพัฒน์กฤต (สงวนนามสกุล) อายุ 61 

ปี ผู้ต้องหาในคดี“ร่วมกันฉ้อโกง” ซึ่งผู้ต้องหามีความใกล้ชิดสนิทสนมกับฤาษีชื่อดังย่านชลบุรีโดยผู้ต้องหาได้

อาศัยความน่าเชื่อถือศรัทธาของฤาษีดังกล่าว ชักชวน ลูกศิษย์ที่มีฐานะดีให้มาร่วมลงทุนเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ 

โดยผู้ต้องหาเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง แล้วนำงานโครงการอสังหาริมทรัพย์ต่าง ๆ มาชักชวนเหยื่อให้ร่วมลงทุน เมื่อ



เหยื่อตายใจและหลงเชื่อจึงได้มอบเงินเป็นเงิน จำนวน 500,000 บาท ให้แก่ผู้ต้องหา ต่อมาภายหลังผู้เสียหายรู้ว่า

ตนถูกหลอกจึงเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ต้องหา

หลังจับกุม เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบพบเพิ่มเติมว่า ผู้ต้องหายังมีหมายจับในคดีเช็คเด้งความเสียหายกว่า 

1 ล้านบาท(หมายจับศาลแขวงภูเก็ต) อีกทั้งผู้ต้องหารายนี้เคยมีประวัติการกระทำความผิดเกี่ยวกับคดีฉ้อโกง คดี

เช็ค และคดีอื่นๆ อีกเกือบ 10 คดี และผู้ต้องหาเองมีพฤติกรรมในการเปลี่ยนชื่อและนามสกุลหลายครั้งอาจทำให้

เหยื่อสับสนและยากต่อการติดตามตัวมาดำเนินคดี



จากการสอบสวนผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจขอเตือนสติกับพี่น้อง

ประชาชน หากมีการถูกเชิญชวนให้ร่วมลงทุนในรูปแบบต่างๆ ที่ให้ผลตอบแทนสูง ขอให้ตรวจสอบให้แน่ชัดก่อน

เพราะอาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ และสูญเสียเงินหรือทรัพย์สินโดยไม่รู้ตัว



CR.กองกำกับการ 3 กองบังคับการปราบปราบการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ

ตี๋สมเด็จ/รายงาน

วันพุธที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2564

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ห่วงใยผู้ประสบภัยน้ำท่วม จัดทีมลงพื้นที่แจกจ่ายถุงยังชีพ บรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัยน้ำท่วมชาวอยุธยา อ่างทอง กาญจนบุรี สุพรรณบุรี และสิงห์บุรี

 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ห่วงใยผู้ประสบภัยน้ำท่วม จัดทีมลงพื้นที่แจกจ่ายถุงยังชีพ บรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัยน้ำท่วมชาวอยุธยา อ่างทอง กาญจนบุรี สุพรรณบุรี และสิงห์บุรี

.


ระหว่างวันที่ 26 – 29 ตุลาคม 64 นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการมูลนิธิฯ  มอบหมายให้ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นำโดย นายพินัย ศรีพนาสณฑ์ ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ จัดทีมลงพื้นที่แจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภค ประกอบด้วย ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง  น้ำปลา และน้ำมันพืช ยาทากันยุง และยาทาน้ำกัดเท้า แก่ผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อ่างทอง กาญจนบุรี สุพรรณบุรี และสิงห์บุรี รวม 5 จังหวัด รวม 2,800 ชุด  คิดเป็นมูลค่า 980,000 บาท (เก้าแสนแปดหมื่นบาทถ้วน) โดยมี สมาคม/มูลนิธิฯ แต่ละจังหวัดเป็นผู้ประสานงานและร่วมในพิธี 

.




โดยในวันนี้ (วันที่ 27 ตุลาคม 2564) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายรัชพร ประสงค์ทรัพย์ ผู้ช่วยหัวหน้าแผนกสังคมสงเคราะห์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ และอาสาสมัคร ลงพื้นที่จังหวัดนำเครื่องอุปโภคบริโภคแจกจ่ายแก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี จำนวน 500 ชุด ณ เทศบาลตำบลหนองรี อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี โดยมี มูลนิธิพิทักษ์กาญจน์ เป็นผู้ประสานงานและร่วมในพิธี

.




และในวันพรุ่งนี้ (วันที่ 28 ตุลาคม 64) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง กำหนดลงพื้นที่แจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภค จำนวน 600 ชุด แก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วมจังหวัดสุพรรณบุรี โดยมีมูลนิธิร่วมบุญสุพรรณบุรี ร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นผู้ประสานงานและร่วมในพิธี

.

.



เมื่อเกิดอุทกภัย มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้จัดทีมบรรเทาสาธารณภัย พร้อมเรือท้องแบน และ โรงครัวเคลื่อนที่เพื่อประกอบอาหารกล่อง พร้อมถุงยังชีพ ชุดยาเวชภัณฑ์ และอาหารสุนัขและแมว  นำแจกจ่ายแก่ผู้ประสบภัย เพื่อการบรรเทาทุกข์และช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ต่างๆ ในเบื้องต้น หลังจากนั้น ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ จะดำเนินการประสานหน่วยงานในพื้นที่เพื่อบรรเทาทุกข์ ฟื้นฟูหลังน้ำลด โดยแจกเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น รวมถึงมอบเงินค่าฌาปนกิจศพแก่ญาติผู้เสียชีวิตจากอุทกภัย รายละ 20,000 บาท ทั้งนี้ หากมีผู้เสียชีวิตจากเหตุอุทกภัย ญาติของผู้เสียชีวิตสามารถขอรับเงินช่วยเหลือค่าฌาปนกิจศพ จากมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418 ต่อ ฝ่ายสังคมสงเคราะห์

.




ทั้งนี้ มูลนิธิฯ ยังคงอยู่ระหว่างดำเนินการภารกิจในพื้นที่ และเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินและเข้าให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้านต่าง ๆ ต่อไป

.

ติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung

.

#ป่อเต็กตึ๊ง ยึดมั่นอุดมการณ์ อยู่เคียงข้างทุกวิกฤต

.

“มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

#มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง110ปีความดีที่ยั่งยืน

#แอปพลิเคชัน และ #สายด่วน ป่อเต็กตึ๊ง1418

#ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

ตี๋สมเด็จ/รายงาน

วันอังคารที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2564

กรรมการบริหารพรรคไทยชนะ ตบเท้ายื่นหนังสือลาออก อ้างไม่พอใจการทำงานของหัวหน้าพรรค ทำงานไม่โปร่งใส ไร้ธรรมาภิบาล

 พรรคไทยชนะ แพแตกแล้ว! 


กรรมการบริหารพรรคไทยชนะ ตบเท้ายื่นหนังสือลาออก อ้างไม่พอใจการทำงานของหัวหน้าพรรค ทำงานไม่โปร่งใส ไร้ธรรมาภิบาล



วันที่ 26 ตุลาคม ที่ทำการพรรคไทยชนะ ซอยประชาชื่น 37 นายชนพงษ์ รุ่งกิจวัฒนกุล รองหัวหน้าพรรคไทยชนะ ได้ยื่นหนังสือลาออกจากคณะกรรมการบริหารพรรค โดยมี นายจักรพงศ์ ชื่นดวง หัวหน้าพรรคไทยชนะ เป็นผู้รับเรื่อง  





โดยนายชนพงษ์ พร้อมคณะกรรมการ 9 ท่าน ประกอบด้วย นาย สประวิตน์ ยงใจยุธ รองหัวหน้าพรรคและ นายเชวงศักดิ์ แสงจันทร์ รองหัวหน้าพรรค, นายรมนต์อร บุญเรือง เลขาธิการพรรค, นายนิรันดร์ ทองหยูแก้ว รองเลขาฯ, นาย ชยภัค วงศ์สวัสดิ์ รองเลขฯ นายอภิชาญ คุณดิลกพิภพ รองเลขาฯ นาย ธนกฤต คุปกาญจนา นายทะเบียนและ นายณัฐชัย ไชยพรม รองโฆษกพรรค ได้ยื่นหนังสือลาออกโดยให้เหตุผลว่าไม่พอใจการทำงานของหัวหน้าพรรค ที่ทำงานไร้คุณธรรมและบริหารจัดการพรรคไม่โปร่งใส



ทั้งนี้ นายชนพงษ์ รุ่งกิจวัฒนกุล รองหัวหน้าพรรค ได้เรียกร้องให้ นาย จักรพงศ์ ชื่นดวง หัวหน้าพรรคไทยชนะ ตอบข้อซักถาม 3 ข้อ ประกอบด้วย 1.หัวหน้าพรรค ยังคิดว่ายังมีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคไทยชนะอยู่หรือไม่ 2.หัวหน้าพรรค ยอมรับผิดหรือไม่ ว่าตัวเองและพรรคพวกได้กระทำความผิดต่อพรรคในเรื่องจริยธรรมคุณธรรม ธรรมาภิบาลรวมถึงการทำรายงานการประชุมอันเป็นเท็จ ตลอดจนได้เบิกจ่ายเงินของพรรคโดยมิชอบ 3.หัวหน้าพรรคจะพิจารณาลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อเปิดทางให้มีการประชุมเลือกคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่หรือไม่



โดย นายจักรพงศ์ ชื่นดวง ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมว่า หลังจากได้รับการแต่งตั้งมาเป็นหัวหน้าพรรค ได้ทำงานโดยยึดหลักความถูกต้องมาโดยตลอด รวมถึงทำงานโดยยึดตามหลักเกณ์ของกกต.เป็นที่ตั้ง เพราะตนเองนั้นเป็นเด็กวัด รวมถึงพ่อก็เป็นผู้นำชุมชนอยู่ที่จ.แม่ฮ่องสอน และได้ช่วยเหลือสังคมมาตลอด ส่วนเรื่องของเส้นทางการเมืองก็ได้ใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวรู้จักผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง เพื่อมาช่วยเหลือแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชน ตลอดจน เสียสละ เพื่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ จึงมีความคิดว่าตัวเองนั้นเหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคต่อไป เพราะได้รับการแต่งตั้งจากมติที่ประชุม 



โดยยืนยันความบริสุทธิ์ว่าตัวเองไม่ได้ทำเรื่องอะไรที่เสียหายต่อภาพลักษณ์ของพรรคและบ้านเมือง เน้นการทำงานเพื่อประเทศชาติเป็นหลัก ส่วนเรื่องเงินที่ใช้จ่ายยอมรับว่า จำไม่ได้ว่าเอาใช้จ่ายอะไรไปบ้าง จึงไม่มีเหตุผลสมควรอะไรที่จะต้องลาออก


ภายหลังชี้แจงเสร็จ นายจักรพงศ์ ชื่นดวง หัวหน้าพรรคไทยชนะ ได้นำธูปเทียนแพ มากราบขอขมา ต่อนายชนพงษ์ รุ่งกิจวัฒนกุล รองหัวหน้าพรรค แต่ก็ไม่ได้สร้างความพึงพอใจแก่คณะกรรมการบริหารพรรคที่เข้าร่วมประชุมครั้งนี้  


นำซ้ำทำให้ นายชนพงษ์  รองหัวหน้าพรรคไทยชนะ พร้อมคณะกรรมการบริหาร รวม 9 คน ได้ยื่นหนังสือลาออก โดยแจงเหตุผลการยื่นหนังสือลาออก ว่า อุดมการณ์การทำงานของหัวหน้าพรรคไม่ตรง กับมติพรรค รวมถึงไม่ชอบการทำงานบริหารจัดการที่ไม่โปร่งใส และไม่มีธรรมาภิบาล คงทำงานร่วมกัน ต่อไปอีกไม่ได้


อย่างไรก็ตาม นายชนพงษ์ รุ่งกิจวัฒนกุล รองหัวหน้าพรรค จะจัดตั้งกรรมการรักษาการณ์ขึ้นมา และจะมีการประชุมพรรค ภายใน 45 วัน เพื่อเป็นไปตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนด ก่อนหน้านี้พรรคไทยชนะเพิ่งยื่นจดทะเบียนกับกกต. เมื่อ 31 ส.ค. ที่ผ่านมา


ทั้งนี้ นโยบายหลักของพรรคไทยชนะ เป็นพรรคของคนที่รวมตัวกันเพื่อทำงานให้พี่อน้องประชาชนรากหญ้าอย่างแท้จริง จะพยายามผลักดันแนวทางให้ เด็ก สตรี คนชรา และ คนพิการมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น รวมถึงจัดตั้งกองทุนเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนรากหญ้าต่อไปในอนาคต