วันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2569

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ประยุกต์วิถีทำบุญสุดยิ่งใหญ่ "ในประเพณีทิ้งกระจาด (ซิโกว) ประจำปี 2569" เพื่อผู้ให้และขยายโอกาสแก่ผู้ยากไว้ พร้อมเพิ่มงบประมาณจัดเตรียมเครื่องอุปโภคบริโภคและค่าพาหนะ รวมมูลค่า 15.8 ล้านบาท สอดรับกับปริมาณผู้ที่มารอรับและค่าครองชีพในปัจจุบันที่เพิ่มขึ้น

 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ประยุกต์วิถีทำบุญสุดยิ่งใหญ่ "ในประเพณีทิ้งกระจาด (ซิโกว) ประจำปี 2569" เพื่อผู้ให้และขยายโอกาสแก่ผู้ยากไว้ พร้อมเพิ่มงบประมาณจัดเตรียมเครื่องอุปโภคบริโภคและค่าพาหนะ รวมมูลค่า 15.8 ล้านบาท สอดรับกับปริมาณผู้ที่มารอรับและค่าครองชีพในปัจจุบันที่เพิ่มขึ้น




เมื่อเวลา 09:00 น.วันนี้ วันที่ 1 กันยายน พ.ศ.2569 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายกอบชัย ซอโสตถิกุล รองประธานกรรมการ, นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการ, นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ, นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการ และเลขาธิการ พร้อมด้วยคณะกรรมการ ผู้ช่วยกรรมการมูลนิธิฯ และ ดร.เสาวนีย์ เตชะไพบูลย์ ภริยาประธานกรรมการ/อาสาสมัครกิตติมศักดิ์ จัดพิธีแจกเครื่องอุปโภคบริโภค เนื่องในงานประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2569 จำนวน 9,000 ชุด พร้อมมอบค่าพาหนะคนละ 200 บาท ให้แก่ประชาชนผู้ยากไร้ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดที่เดินทางมารอรับกันอย่างเนืองแน่น ซึ่งในปีนี้มูลนิธิฯ ได้ปรับวิธีการแจกจ่ายเพื่อกระจายโอกาสให้กับผู้ยากไร้มากยิ่งขึ้น ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ โดยสิ่งของที่แจกประกอบด้วย ข้าวสาร ปลากระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป หรือเส้นหมื่ น้ำปลา น้ำมันพืช ขนมเสื้อผ้า รองเท้าแตะฟองน้ำ ฯลฯ บรรจุถุงผ้ามูลนิธิฯ โดยมี นายธนิต ตันบัวคลี่ รองปลัดกรุงเทพมหานคร เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย แขกผู้มีเกียรติ ผู้แทนหน่วยงานในเครือมูลนิธิฯ อาสาสมัครกิตติมศักดิ์ และอาสาสมัครศิลปิน อาทิ นางศิริพร โอภาสวงศ์, นางศริวรรณ โอภาสวงศ์ และนายพลภัทร เตชะหรูวิจิตร ร่วมในพิธี ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ









     โดยบรรยากาศภายในงาน ได้จัดให้มีเจ้าหน้าที่ และอาสาสมัครศิลปีน นำโดย นายธวัชชัย คชาอนันต์ (แฮ็ค ชวนชื่น) นายวสวิศร์ ศตพิพัฒน์ (ต้น-จักรกฤษณ์) นายสวิช เพชรวิเศษศิริ (บี๋) นางสาวพิจักขณา วงศารัตนศิลป์ (น้ำตาล) นางสาวพัชร์สิตา อธิอนันตศักดิ์ (เกรช-พัชร์สิตา) นางสาวอธิชา เทศขำ (เมย์-อธิชา) นางสาวเบญญาภา จันใจ (ขิม) ฯลฯ ร่วมแจกจ่ายสิ่งของ และสร้างสีสันภายในงาน โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความอิ่มเอมใจทั้งผู้ให้และผู้รับ รวมทั้งได้มีผู้มีจิตศรัทธาร่วมแจกจ่ายอาหาร และเครื่องอุปโภคบริโภคให้กับประชาชนที่มารอรับสิ่งของ รวมถึงเจ้าหน้าที่และอาสาสาสมัครมูลนิธิฯ จัดทีมดูแลประชาชนตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน 2569 เป็นต้นมา







     งานประเพณีทิ้งกระจาด เป็นงานบุญที่สำคัญที่ปฏิบัติสืบทอดมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล ด้วยการนำสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภค ข้าวสาร อาหารแห้ง มาเช่นไหว้ ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพชน และดวงวิญญาณที่ไร้ญาติ แล้วแล้วแจกเป็นทานแก่ผู้ยากไร้ เป็นงานมหาบุญที่ครบทั้งการทำบุญและ ให้ทาน ซึ่งมูลนิธิฯ ได้จัดทำสืบทอดประเพณีทิ้งกระจาดต่อเนื่องมาเป็นเวลากว่า 100 ปี โดย งานประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี พ.ศ.2569 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ประยุกต์วิถีทำบุญใหญ่เพื่อให้ผู้มีจิตศรัทธาได้สามารถร่วมบุญตามประเพณีพร้อมสามารถลดหย่อนภาษีได้ตามกฎหมาย ลดการสัมผัสสิ่งของเพื่อป้องกันการแพร่ระบาลของไวรัสเพื่อความปลอดภัยทั้งผู้ให้และผู้รับ รวมถึงเพิ่มจำนวนและสิ่งของในชุดเครื่องอุปโภคบริโภคให้มากกว่าปีที่ผ่านมา ให้สอดรับกับปริมาณผู้ที่มารอรับและค่าครองชีพในปัจจุบันที่เพิ่มขึ้น เพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อน ช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนของผู้ยากไร้ และขยายพื้นที่ในแจกจ่ายสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภค ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่เขตกรุงทพมหานครที่มูลนิธิฯ ได้กระจายครื่องอุปโภคบริโภค 3,000 ชุด ปล่อยคาราวานลงพื้นที่แลกจ่ายให้แก่ผู้ยากไว้ในพื้นที่ 6 เขต กรุงเทพฯ โดยมี รศ.ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม.เป็นประธานในพิธี รวมทั้งมอบให้แก่องค์กรต่างๆ รวมแจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคเนื่องในประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2569 แก่ผู้ยากไร้ 3 จังหวัด คิดเป็นมูลค่า 15.8 ล้านบาท








     ทั้งนี้ ติดต่อสอบถาม และติดตามข่าวสาร และกิจกรรมของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.faccbook.com/atpohtocktung และช่องทางอื่นๆ ที่สะดวกรวมถึงพิกัดมูลนิธิฯ ได้ที่ Anps:/:/Dinktr.cc/pohocktung หรือที่สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418

     มูนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอบุญบารมืองค์หลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) ดลบันดาลให้ผู้มีจิตศรัทธา เจ้าหน้าที่ อาสาสมัคร และครอบครัวของทุกท่าน ที่มีส่วนร่วมในงานมหาบุญ มหากุศลนี้ มีความสุข ความเจริญ สุขภาพร่างกายแข็งเแรงตลอดไป








ขอขอบคุณ

คุณ เปิ้ล ฝ่ายสื่อสารองค์กรมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง

สนับสนุนข้อมูลข่าวสาร

ตี๋สมเด็จ/รายงาน

ส.มีอนันต์ มวยมันส์แขงเรือยาววัดไหม่กรงทอง

 ศึก ส.มีอนันต์ มวยมันส์แขงเรือยาววัดไหม่กรงทอง




      เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569

ศึก ส.มีอนันต์มวยมันสแข่งเรือยาว จัดโดยเป้ ส.มีอนันต์ และรายชื่อผู้มีเกียรติคล้องพวงมาลัยให้กับนักมวย ยายณัฐวุธ ผาสุขเจริญไปพบูลย์ นายกเทศมนตรีตำบลศรีมหาโพธิ

นายมาณพ ใจแจ่ม ที่ปรึกษานายกเทศมนตรีตำบลศรีมหาโพธิ

นายกฤษณะ ผาสุขเจริญไพบูลย์ 

สมาชิกสภาเทศบาลตำบลศรีมหาโพธิ ที่ปรึกษาพิเศษนายก อบจ ปราจีนบุรี

นายทศพร โสภา สมาชิกสภาเทศบาลตำบลศรีมหาโพธิ

นายวสุธา ชอบเงิน สมาชิกสภาเทศบาลตำบลศรีมหาโพธิ

นายณรงค์ พิพัฒน์วัฒนากุล

สมาชิกสภาเทศบาลตำบลศรีมหาโพธิ

นายยุทธภูมิ บุตรคล้อ สมาชิกสภาเทศบาลนครศรีมหาโพธิ

ประกบคู่มวยโดย อาจารย์บัวทอง ตีสม และปุ้ย ปราจีน

กรรมการชุด วีระพงษ์ แก้วจันทร์

ณ.สนามมวยชั่วคราววัดไหม่กรงทอง ปราจีนบุรี

เอ.คนข่าวรายงาน













วันอังคารที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2569

ศาลปกครองกลาง ไม่พิจารณาปม”เอกชน” นำเข้าปลาหมอคางดำ ชี้ชัด “กรมประมง” อนุญาตเอง แต่ละเลยควบคุม

 ศาลปกครองกลาง ไม่พิจารณาปม”เอกชน” นำเข้าปลาหมอคางดำ  

   ชี้ชัด “กรมประมง” อนุญาตเอง แต่ละเลยควบคุม


ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งให้ กรมประมง เร่งแผนแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำ พร้อมให้ประกาศ ‘สมุทรสงคราม’ เป็นพื้นที่ภัยพิบัติ รับการเยียวยา  / ส่วนกรณี ‘เอกชน’ ที่นำเข้ามานั้น  ศาลมองว่า กรมประมง รู้อยู่แล้ว แต่กลับละเลยการทำหน้าที่เอง  



ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาในคดีที่ชาวบ้านและผู้แทนเกษตรกรประมงพื้นบ้าน รวม 54 ราย ร่วมกับสภาทนายความ ยื่นฟ้องกรมประมง อธิบดีกรมประมง และหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องรวม 18 ราย กรณีละเลยต่อการปฏิบัติหน้าที่ปล่อยให้เกิดการแพร่ระบาดอย่างหนักของ "ปลาหมอคางดำ" จนส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและวิถีชีวิตของประชาชน

 

โดยศาลพิพากษาให้ “กรมประมง และอธิบดีกรมประมง” ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ตามที่พระราชกำหนดการประมง ในการควบคุม ป้องกัน แก้ไข และระงับยับยั้งการขยายพันธุ์หรือการแพร่ระบาดของปลาหมอดางดำ ตามแผนปฏิบัติการและมาตรการอื่น ๆ ที่จำเป็น  โดยให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรัฐมนตรีว่าการ ร่วมกันกำกับดูแลและสนับสนุนให้ดำเนินการแผน  ให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน นับตั้งแต่วันที่คดีที่ถึงที่สุด


และให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม พิจารณาออกประกาศให้จังหวัดสมุทรสงคราม ในพื้นที่อำเภออัมพวา อำเภอเมือง และอำเภอบางคนที เป็นเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยกรณีฉุกเฉิน เพื่อพิจารณาให้ความช่วยเหลือผู้ฟ้องค์ดี   เฉพาะผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการระบาด โดยให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด


ส่วนประเด็นของ”บริษัทเอกชน” ที่นำเข้ามาเพื่อการวิจัยนั้น ศาลพิจารณาว่า  กรมประมงทราบอยู่แล้ว ว่าหากมีการอนุญาตให้นำปลาหมอคางดำซึ่งเป็นปลาต่างถิ่นเข้ามาในราชอาจักร  อาจจะส่งผลกระทบต่อพันธุ์สัตว์น้ำพื้นเมือง แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า นับตั้งแต่มีการอนุญาตเมื่อ 2553  ทางกรมประมงกลับไม่เคยมีการดำเนินการควบคุม ตรวจสอบการศึกษาวิจัย ว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์ตามที่ขออนุญาตหรือไม่ 



“กรณีนี้ จึงถือเป็นการละเลยต่อหน้าที่ ในการป้องกัน ควบคุมสัตว์น้ำต่างถิ่น ตาม พ.ร.บ.ประมง 2490  ต่อมาเมื่อเกิดปัญหาการระบาด ช่วงปี 2555-2559 ซึ่งไม่ว่าปัญหาดังกล่าวจะเกิดจากการกระทำของบริษัทผู้ขอทำวิจัยหรือไม่ ทางกรมประมงซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาตามมาตรการต่าง ๆ มาโดยตลอด  แต่ถือเป็นเพียงความสำเร็จในเบื้องต้นเท่านั้น  ซึ่งปัญหานี้ยังไม่หมดสิ้นไป กรณีนี้ต้องถือว่ากรมประมง และอธิบดีกรมประมง ยังคงมีหน้าที่ในการแก้ไขต่อไป  โดยผู้ถูกร้องยังสามารถยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด ได้ภายใน 30 วัน


ทั้งนี้การพิพากษาของศาลปกครองครั้งนี้  พิจารณาเฉพาะในประเด็นการให้ภาครัฐเร่งแก้ปัญหาการแพร่ระบาด และประกาศพื้นที่ระบาดเป็นเขตช่วยเหลือผู้ประสบภัยเท่านั้น ส่วนประเด็นความเสียหายการฟื้นฟูระบบนิเวศ และประเด็นการให้รัฐเรียกค่าเสียหายจากเอกชน  ทางศาลปกครองมิได้พิจารณาแต่อย่างใด 



แต่ในส่วนของคดีแพ่ง ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ได้นัดฟังคำสั่งวันที่ 14 กันยายนนี้ ว่าจะรับเป็นคดีแบบกลุ่มหรือไม่   ซึ่งในเรื่องนี้ อาจต้องมีการพิจารณาถึงหลักฐานการนำเข้า ว่ามีจำนวนกี่ครั้ง  โดยใครบ้าง เนื่องจากผลการวิจัย DNA ปลาหมอคางดำโดยทางคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ และจากกรมประมงเองชี้ตรงกันว่า “พบปลาหลากหลายรหัสพันธุกรรม” ทำให้มีความเป็นไปได้ว่า”มีการนำเข้ามาอีกหลายครั้งหรือไม่”  ซึ่งถือว่าเป็นข้อพิจารณาสำคัญในการชี้ว่า “ใครคือผู้ที่ต้องชดใช้ความเสียหาย”  จึงต้องติดตามกันต่อไป  


มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จับมือมูลนิธิฯ / สมาคมจีนฯ ต่างๆ รุดบรรเทาทุกข์ผู้ประสบอัคคีภัย ลงพื้นที่มอบเงินและเครื่องอุปโภคบริโภค ช่วยเหลือเยียวยาพร้อมส่งต่อกำลังใจให้ผู้ประสบภัยบริเวณชุมชนมักกะสัน ชุมชนคลองเตย และชุมชนโรงเรียนวัดประชาระบือธรรม เขตดุสิต รวมงบฯ กว่า 8 แสนบาท

 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จับมือมูลนิธิฯ / สมาคมจีนฯ ต่างๆ รุดบรรเทาทุกข์ผู้ประสบอัคคีภัย ลงพื้นที่มอบเงินและเครื่องอุปโภคบริโภค ช่วยเหลือเยียวยาพร้อมส่งต่อกำลังใจให้ผู้ประสบภัยบริเวณชุมชนมักกะสัน ชุมชนคลองเตย และชุมชนโรงเรียนวัดประชาระบือธรรม เขตดุสิต รวมงบฯ กว่า 8 แสนบาท 

.



ระหว่างวันที่ 3-8 กันยายน พ.ศ. 2569 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ นายชาญกิจ วิทยาวรากรณ์ กรรมการ นายอรัณย์ โตทวด ผู้จัดการใหญ่มูลนิธิฯ  นางสาวดวงชุตา ติยะพจนพรกุล ผู้จัดการฝ่ายสาธารณภัย และนายรัชพร ประสงค์ทรัพย์ หัวหน้าแผนกสาธารณภัย นำทีมเจ้าหน้าที่แผนกสาธารณภัย ฝ่ายสาธารณภัย และ แผนกบรรเทาสาธารณภัย ฝ่ายปฏิบัติการ ลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอัคคีภัยในพื้นที่บริเวณชุมชนซอยวัดประชาระบือธรรม ถนนพระรามที่ 5 แขวงนครไชยศรี เขตดุสิต ชุมชนคลองเตย เขตคลองเตย และ ชุมชนมักกะสัน เขตราชเทวี กรุงเทพฯ รวม 3 ชุมชน โดยมอบเงินช่วยเหลือคนละ 3,500 บาท รวม 150 คน พร้อมมอบเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ผู้ประสบอัคคีภัยรายครอบครัว มูลค่า 2,500 บาท จำนวน 44 ชุด มอบเครื่องอุปโภคบริโภครายบุคคล มูลค่า 1,500 บาท จำนวน 20 ชุด รวมงบประมาณการช่วยเหลือทั้งสิ้น 665,000 (หกแสนหกหมื่นห้าพันบาทถ้วน) โดยมี อาสาสมัครมูลนิธิฯ ร่วมกระจ่ายทีมลงพื้นที่ต่างๆ เพื่อแจกจ่ายสิ่งของและให้กำลังใจแก่ผู้ประสบภัย นำโดย นางศิริพร โอภาสวงศ์ อาสาสมัครกิตติมศักดิ์ นางศิริวรรณ โอภาสวงศ์ อาสาสมัครกิตติมศักดิ์ นายวิวัฒน์ แก้วกำพลสกุล อาสาสมัครเฉพาะกิจ รวมทั้งอาสาศิลปินมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายสัญญา พรนารายณ์ สมบูรณ์ จุลมุสิก (ทศพล หิมพานต์) นายปิยะวัฒน์ รัตนหรูวิจิตร (หรูหรา) นางสาวพรชดา วราพชระ (มะเหมี่ยว) นางสาวณัฐชา รัตน์ชยางคานนท์ (กานต์) นางสาวเบญญาภา จันใจ (ขิม) รวมทั้งผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐในแต่ละพื้นที่ร่วมแจกจ่ายสิ่งของ พร้อมกันนี้ ได้มีมูลนิธิฯ/สมาคมจีนต่างๆ ร่วมให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอัคคีภัยในแต่ละพื้นที่ ได้แก่ ที่ชุมชนโรงเรียนวัดประชาระบือธรรม ได้มีมูลนิธิไกรสิทธิการกุศล ร่วมมอบเงินสด คนละ 400 บาท มูลนิธิส่งเสริมศีลธรรมสงเคราะห์ ร่วมมอบเงินสด ครอบครัวละ 1,000 บาท และมูลนิธิพุทธสมาคมปทุมรังษี ร่วมมอบข้าวสาร คนละ 10 กิโลกรัม ที่ชุมชนคลองเตย ได้มีมูลนิธิไกรสิทธิการกุศล ร่วมมอบเงินสด คนละ 400 บาท มูลนิธิพุทธสมาคมปทุมรังษี มอบข้าวสาร คนละ 10 กิโลกรัม และชุมชนมักกะสัน ได้มีมูลนิธิไกรสิทธิการกุศล ร่วมมอบเงินสด คนละ 400 บาท มูลนิธิส่งเสริมศีลธรรมสงเคราะห์ ร่วมมอบเงินสด ครอบครัวละ 1,000 บาท และมูลนิธิพุทธสมาคมปทุมรังษี ร่วมมอบข้าวสาร คนละ 10 กิโลกรัม 

รวมงบประมาณการจากมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งพร้อมมูลนิธิฯ/สมาคมจีนให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอัคคีภัย 3 ชุมชน ทั้งสิ้นกว่า 8 แสนบาท

.






ตลอดระยะเวลากว่า 116 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ  ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

.










ติดต่อสอบถาม และติดตามข่าวสาร และกิจกรรมของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung และช่องทางอื่นๆ ที่สะดวกรวมถึงพิกัดมูลนิธิฯ ได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung หรือที่สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418

.

## ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ## 

#แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418 #ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

ตี๋สมเด็จ/รายงาน

วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2569

 "เครือข่ายเสียงจากป่า" ยื่นศาลปกครอง จี้ตรวจสอบประมงฯ 

ปมกำกับนำเข้า–ส่งออก ปลาหมอคางดำ 



 วันที่ 7 ก.ย.2569 นายชัยภัฏ จันทร์วิไล ประธานเครือข่ายเสียงจากป่า องค์กรภาคประชาสังคมด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ยื่นคำร้องต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของกรมประมงและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ในการกำกับดูแลและตรวจสอบการนำเข้า–ส่งออกปลาหมอคางดำ รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธาร




การยื่นคำร้องครั้งนี้มีประเด็นสำคัญที่เครือข่ายฯ ต้องการให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเส้นทางการส่งออกปลาหมอคางดำ จากประเทศไทยในช่วงปี 2556–2559 หลังพบข้อมูลการส่งออกโดยบริษัทปลาสวยงาม 11 บริษัท รวมกว่า 320,000 ตัว จำนวน 222 ครั้ง ก่อนมีการร้องเรียนเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในปี 2560


นายชัยภัฏ กล่าวว่า ที่ผ่านมาสังคมให้ความสนใจอย่างมากกับคำถามว่า ปลาหมอคางดำเข้ามาในประเทศไทยได้อย่างไร แต่เครือข่ายฯ เห็นว่าอีกเส้นทางหนึ่งที่ควรได้รับการตรวจสอบอย่างจริงจังคือ “เส้นทางการส่งออก” ว่าปลาหมอคางดำที่ถูกส่งออกจากประเทศไทยในช่วงเวลาดังกล่าวมีต้นทางมาจากที่ใด ใครเป็นผู้เพาะเลี้ยงหรือครอบครอง และสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังแหล่งที่มาได้หรือไม่ ข้อมูลที่เครือข่ายฯ นำมาประกอบการยื่นคำร้องระบุว่า เอกสารการส่งออกในช่วงเวลาดังกล่าวมีการระบุชื่อสามัญ Blackchin tilapia และชื่อวิทยาศาสตร์ Sarotherodon melanotheron แต่ไม่มีข้อมูลต้นทางหรือแหล่งที่มาของปลาอย่างชัดเจน จึงเกิดคำถามถึงประสิทธิภาพของระบบตรวจสอบย้อนกลับในขณะนั้น 


นอกจากนี้ นายชัยภัฏ ยังได้โพสต์ผ่านเฟสบุ๊คเสียงจากป่าด้วยว่า  "ปฐมบทของการทำงานเพื่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติวันนี้ตัดสินใจฟ้องศาลปกครองเกี่ยวกับหน่วย งานราชการหนึ่ง ที่ มีหน้าที่ควบคุม กำกับ จับกุม ตรวจสอบและออกใบอนุญาตที่ต้องระมัดระวังรอบคอบ แต่วันนี้เอเลี่ยนสปีชีส์เต็มบ้านเต็มเมือง เต็มตลาดมีการซื้อขายกันโจ่งแจ้งตราบจนถึงวันนี้" 


"วันนี้ สัตว์ต่างถิ่น เริ่มลุกลามลงไปในแหล่งธรรมชาติ แล้วอาจจะเป็นความเสียหาย ต่อระบบนิเวศ เช่นเดียวกับการระบาดของปลาหมอคางดำเอเลี่ยนดังที่เป็นมา...สิ่งที่น่าสนใจ คือมีการออกเอกสาร บิดเบือนข้อเท็จจริง ปกป้องตัวการที่มีมีแนวโน้มมีโอกาส มีหลักฐาน ที่น่าจะเป็นผู้ก่อเหตุหลักๆ ....ข้าราชการที่ดีมีเยอะ แต่ข้าราชการที่ไม่ดีก็มีมาก คนไทยต้องช่วยกัน .... สถานีหน้า คณะกรรมการปราบปรามทุจริตและคอรัปชั่นแห่งชาติ ปปช."  








ทั้งนี้ จากหลักฐานของกรมประมง พบว่ามีรายชื่อผู้ส่งออกปลา ที่ใช้ชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า Blackchin Tilapia ปลานิลคางดำ หรือ ปลาหมอคางดำ อยู่จำนวน 11 บริษัท ในช่วงปี 2556-2559 ก่อนจะพบการระบาดอย่างหนักเพียงไม่นาน 


โดย 11 บริษัทนี้ ประกอบด้วย  ห้างหุ้นส่วนจำกัด ฉาง ซิน เอ็นเตอร์ไพร์ ส่งออกมากที่สุดถึง 162,000 ตัว  ห้างหุ้นส่วนจำกัด ซีฟู้ดส์ อิมปอร์ต-เอ็กซ์ปอร์ต ส่งออก 30,000 ตัว บริษัท นิว วาไรตี้ ส่งออก 29,000 ตัว  บริษัท พี.แอนด์.พี อควาเรี่ยม เวิลด์ เทรดดิ้ง 3,638 ตัว   บริษัท ไทย เฉียน หวู่ 2,900 ตัว


ส่วนอีก 6 บริษัท คือ บริษัท แอดวานซ์ อควาติก จำกัด, บริษัท เอเชีย อะควาติคส์ จำกัด, บริษัท หมีขาว จำกัด, บริษัท สยาม ออร์นาเมนทอล ฟิช จำกัด, ห้างหุ้นส่วนจำกัด วี อควอเรียม และห้างหุ้นส่วนจำกัด สมิตรา อแควเรี่ยม ส่งออกแห่งละ 100-900 ตัวต่อราย โดยไปยัง 17 ประเทศ ที่มีผู้นิยมเลี้ยงปลาแปลก ปลาสวยงาม รวม 320,000 ตัว มูลค่าส่งออกรวม กว่าหนึ่งล้านห้าแสนบาท


ต่อมาคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาสาเหตุและแนวทางการแก้ไขปัญหา รวมถึงผลกระทบจากการนำเข้าปลาหมอคางดำเพื่อการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ในราชอาณาจักรไทย ได้เรียก 11 บริษัท รวมทั้งกรมประมง เข้ามาสอบถาม  โดยทั้งหมดที่มาให้การพูดตรงกันว่า เกิดจากการกรอกชื่อผิดมาตลอด 4 ปี และปลาที่ส่งออกไปนั้น คือ ปลาหมอเทศข้างลาย ไม่ใช่ปลาหมอคางดำที่เป็นข่าว ซึ่งต่างก็โยนความผิดไปให้ ชิปปิ้ง ผู้มีหน้าที่ดำเนินการส่งออก ซึ่งเหมือนเป็นการ"ตัดตอน" 



ส่วนบริษัทห้างหุ้นส่วนจำกัด ฉาง ซิน เอ็นเตอร์ไพร์ ส่งออกมากที่สุดถึง 162,000 ตัว กลับมิได้เข้าให้ข้อมูลแต่อย่างใด โดยอ้างว่าเลิกดำเนินกิจการไปแล้ว แต่เมื่อมีการโทรไปยังเบอร์เดิมเพื่อสั่งซื้อปลา ปลายสายแจ้งว่า"ยังคงขายอยู่" ทำให้สงสัยได้ว่าอาจตั้งใจหลบเลี่ยงอำพรางเพื่อปิดบังข้อมูลสำคัญ  


ซึ่งขัดแย้งกับงานวิจัยเปรียบเทียบ DNA ที่ทำโดยคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ที่ตีพิมพ์อยู่บนวารสารระดับสากลที่ยืนยันว่า ปลาหมอคางดำที่พบอยู่ในประเทศไทย ถูกนำเข้ามาหลายครั้ง" เนื่องจากพบความหลากหลายของพันธุกรรมที่ชัดเจน ถึง 19 รหัสพันธุกรรม  และยังตรงกับผลการวิจัยของกรมประมง 2 ครั้งก่อนหน้าด้วยที่ว่า มีความแตกต่างกันของ DNA


จากการออกมาเรียกร้องให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง เกี่ยวกับเส้นทางการส่งออกปลาหมอคางดำครั้งนี้ เปรียบเหมือนการต่อ"จิ๊กซอว์"ที่ขาดหายไป  ที่อาจนำไปสู่"ตัวละครลับ" คนที่แอบลักลอบนำปลาต่างถิ่นชนิดนี้เข้ามาเพาะพันธุ์ขาย ในช่วงที่ปลาหมอสีและปลาแปลกกำลังเป็นที่นิยมในต่างประเทศก็ได้ 


#ปลาหมอคางดำ


////


วันศุกร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2569

กรอกเอกสารส่งออกผิด 222 ครั้ง : เงื่อนงำที่ยังต้องขุดคุ้ย

 กรอกเอกสารส่งออกผิด 222 ครั้ง : เงื่อนงำที่ยังต้องขุดคุ้ย


 




ข่าวการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในประเทศไทยที่ยืดเยื้อมาจนถึงวันนี้ ทำให้คำถามเรื่อง “ต้นทาง” ยังไม่ควรถูกปิดลงด้วยคำตอบเพียงชุดเดียว เมื่อปรากฏข้อมูลอีกด้านที่ควรถูกนำกลับมาพิจารณาอย่างจริงจัง จากข้อสงสัยของเครือข่ายภาคประชาสังคมด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ บนข้อมูลการชี้แจงของกลุ่มเอกชนผู้ส่งออกปลาสวยงามจำนวน 11 รายและกรมประมงเกี่ยวกับเอกสารการส่งออกปลาหมอคางดำ ในระหว่างปี 2556-2559 ที่ระบุว่าเป็นการระบุข้อมูลผิดพลาด

 


ประเด็นที่ชวนคิดบนประเด็นการกรอกข้อมูลผิดของเอกสารการส่งออกดังกล่าว เป็นไปได้หรือไม่ที่จะเป็นการระบุชื่อสามัญ Blackchin tilapia และชื่อวิทยาศาสตร์ Sarotherodon melanotheron ของปลาหมอคางดำผิดทั้งหมดกว่า 200 รายการ มากกว่า 300,000 ตัว ทั้งที่ส่งออกไปมากกว่า 10 ประเทศ และการส่งออกต้องมีการตรวจสอบปลาที่ด่านว่าตรงกับเอกสารหรือไม่ รวมทั้งประเทศผู้นำเข้าต้องตรวสอบบนข้อมูลภาษาอังกฤษ สังคมจึงควรได้รับคำตอบที่ทำให้หมดข้อกังขาว่า และหากปรากฏว่าเอกสารเหล่านี้ไม่ได้เป็นการกรอกข้อมูลผิด และเป็นข้อมูลการส่งออกจริง ปลาที่ถูกส่งออกมาจากที่ใดและมีระบบกำกับดูแลการเลี้ยงหรือไม่ หากไม่ทำลายปลาตามหลักวิทยาศาสตร์จะเป็นการทิ้งลงแหล่งน้ำธรรมชาติหรือไม่ เพราะข้อมูล “ต้นทาง” ของปลาเหล่านี้กลับไม่ปรากฏอย่างชัดเจนในข้อมูลที่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ กรณีนี้จึงควรได้รับการตรวจสอบด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์ และมีคำอธิบายที่ชัดเจนให้กับสังคม

 


สถานการณ์การกระจายของปลาในพื้นที่ห่างไกลกันก็ก่อให้เกิดความน่าสงสัยว่าปลามาจากแหล่งเดียวกันหรือไม่ และกระจายไปพื้นที่ต่างๆได้อย่างไร มีคนนำพามา หรือมีการปล่อยลงแหล่งน้ำสาธารณะเมื่อเลิกเลี้ยงของกลุ่มปลาสวยงาม โดยเฉพาะเมื่อพบเจอในแหล่งน้ำปิดเช่น บึงมักกะสัน หรือ บึงในสวนลุมพินี ดั่งที่ปรากฎในสื่อโซเชียล รวมทั้งเร็วๆนี้ที่พบที่จังหวัดกาฬสินธุ์ เหล่านี้กระตุ้นให้ต้องฉุกคิดว่า “ปลาเดินทางไปถึงพื้นที่ต่างๆนี้ได้อย่างไร”


ทั้งหมดนี้ ยังไม่ใช่หลักฐานยืนยันว่า 11 บริษัทเป็นต้นเหตุของการระบาด และยังไม่ใช่ข้อพิสูจน์ว่าหน่วยงานรัฐปกปิดหรือเอื้อประโยชน์ให้ผู้ใด แต่เป็นชุดข้อมูลที่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะต้องตรวจสอบอย่างเป็นระบบ แต่เป็นเรื่องที่เครือข่ายด้านสิ่งแวดล้อมต้องการให้มีการตรวจสอบพื่อให้สังคมได้เห็นข้อเท็จจริงก่อนตัดสินใคร และเพื่อให้บทเรียนจากวิกฤตครั้งนี้ไม่สูญเปล่า


#ปลาหมอคางดำ

เปิดศึกฮินดูธรรมสภา! “สยามประสาท” ยื่นหนังสือร้องจี้ฟ้องยกชุด เขตสาทรแท็กทีมส่งด่วนที่สุดถึงกรมการปกครอง บังคับคดีตามศาลฎีกา

 สำนักงานเขตสาทร ร่อนหนังสือด่วนที่สุดลงวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๖๙ ชงเรื่องถึงกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เพื่อพิจารณาดำเนินการทางกฎหมายขั้นเด็ดขาดกับประธานและคณะกรรมการบริหารสมาคมฮินดูธรรมสภาชุดปัจจุบันทั้งหมด หลังได้รับการร้องเรียนจากสมาชิกสมาคมฯ ให้เร่งบังคับใช้อำนาจตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ยุติต้องตามกฎหมาย



​รายงานข่าวระบุว่า หนังสือราชการดังกล่าวออกโดยสำนักงานเขตสาทร ที่ กท ๖๘๐๑/๓๔๕๕๕ ลงวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๖๙ ส่งถึงกรมการปกครองเพื่อพิจารณาเร่งด่วน สืบเนื่องมาจาก นายสยามประสาท ดูเบ ในฐานะสมาชิกสมาคมฮินดูธรรมสภา ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น เพื่อขอให้มีการดำเนินคดีและจัดการตามกระบวนการทางกฎหมายกับประธานและคณะกรรมการปัจจุบันทั้งหมดของสมาคมฮินดูธรรมสภา โดยอ้างอิงบรรทัดฐานและข้อเท็จจริงตาม คำพิพากษาศาลฎีกา ที่ ๕๗๓๗/๒๕๖๗ (๕๗๓๗/๖๕๖๗) ที่ได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดไว้ก่อนหน้านี้

​สาระสำคัญของการยื่นเรื่องครั้งนี้ นายสยามประสาท ดูเบ ระบุว่า การบริหารงานและการดำรงตำแหน่งของคณะกรรมการสมาคมชุดปัจจุบัน อาจขัดต่อข้อกฎหมายและแนวทางที่ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาไว้ จึงจำเป็นต้องให้หน่วยงานรัฐที่มีอำนาจกำกับดูแลสมาคมตามพระราชบัญญัติวัฒนธรรมแห่งชาติและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เข้ามาแทรกแซงและดำเนินคดีตามขั้นตอน เพื่อคุ้มครองประโยชน์ของสมาคมฯ และบรรดาสมาชิกทั้งหมด

​ทั้งนี้ สำนักงานเขตสาทรพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญที่มีผลผูกพันตามกฎหมายและอยู่ในอำนาจหน้าที่ของนายทะเบียนสมาคมกรุงเทพมหานครและกรมการปกครอง จึงได้แนบเอกสารหลักฐานทั้งหมด พร้อมสรุปข้อเท็จจริงส่งตรงถึงกรมการปกครองเพื่อให้พิจารณาดำเนินการขั้นต่อไปโดยเร็วที่สุด ซึ่งจับตามองกันว่าการเคลื่อนไหวของนายสยามประสาท ดูเบ ในครั้งนี้ อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในโครงสร้างการบริหารงานของสมาคมฮินดูธรรมสภาในเร็ว ๆ นี้

ทีมข่าวภาคสนาม/รายงาน