วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ปันความสุขสู่ภูมิภาค ยกทัพอาสาสมัครศิลปิน และของรางวัลหลากหลายรายการ จัด"คาราวานป่อเต็กตึ๊ง ปันความสุข ให้ชุมชน" มอบความสุขให้แก่ชาวนครปฐม

 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ปันความสุขสู่ภูมิภาค ยกทัพอาสาสมัครศิลปิน และของรางวัลหลากหลายรายการ จัด"คาราวานป่อเต็กตึ๊ง ปันความสุข ให้ชุมชน" มอบความสุขให้แก่ชาวนครปฐม

.



วันนี้ (วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ พร้อมด้วย นายนิพนธ์ โชคภิรมย์วงศา กรรมการปฏิคม นายชาญกิจ วิทยาวรากรณ์ กรรมการ จัด “คาราวาน ป่อเต็กตึ๊ง ปันความสุข ให้ชุมชน” ครั้งที่ 7 ยกทัพอาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายนริศ วิทยาวรากรณ์ อาสาสมัครเฉพาะกิจ รวมถึงอาสาสมัครศิลปิน อาทิ นายเฉลิมพล ทิฆัมพรธีรวงศ์ (แจ็ค แฟนฉัน) นางสาวอรภัสญาน์ สุกใส (มิ้วส์) นายขวัญชัย พายัพ (เจี๊ยวจ๊าว) นางสาวกฤษณา แซ่โค้ว (กุง) นายชยากรณ์ สุดกล้า มอบความสุข พร้อมจัดกิจกรรมแจกของขวัญ และของรางวัลสุดพิเศษ นอกจากนี้ ยังได้จัดบริการด้านการแพทย์ฟรีจากหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชนมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง กิจกรรมนันทนาการร่วมสนุกรับของรางวัล และกิจกรรมเพื่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตจากมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และหน่วยงานในเครือ ได้แก่ โรงพยาบาลหัวเฉียว คลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว (คลินิกการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว) และมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ อาทิ การตรวจรักษาโรคทั่วไป แจกจ่ายยา ตรวจและแจกแว่นสายตา ตัดผม ฯลฯ รวมทั้งจัดบูธแจกจ่ายอาหาร เครื่องดื่ม และขนม ให้กับชาวนครปฐม โดยมี นายสมาวิษฎ์ สุพรรณไพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม เป็นประธานในพิธี นายชัชวาลย์ สิงหาทอง ผู้อำนวยการโรงเรียนพระปฐมวิทยาลัย ว่าที่ร้อยโท อรรถชล ทรัพย์ทวี รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครปฐม แขกผู้มีเกียรติ และชาวนครปฐม ร่วมในพิธี โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความสนุกสนานและอิ่มเอมใจ ณ โรงเรียนพระปฐมวิทยาลัย อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม

.








คาราวานป่อเต็กตึ๊ง ปันความสุข ให้ชุมชน มูลนิธิฯ ได้ริเริ่มขึ้น ภายหลังจากจัดขึ้นหลังจากวิกฤตกาลแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ซึ่งประชาชนต้องผ่านสถานการณ์ที่ทุกข์ยาก และได้รับผลกระทบในการดำรงชีวิตอย่างยากลำบาก เมื่อสถานการณ์ได้เริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จึงตระหนักในหน้าที่ ที่จะต้องสร้างความสุข สร้างขวัญกำลังใจแก่ประชาชนในชุมชนต่างๆ โดยมูลนิธิฯ ยึดมั่นการบำบัดทุกข์ บำรุงสุขโดยไม่แบ่งแยกชนชั้น เชื้อชาติ วรรณะ และศาสนา มากว่า 116 ปี ตามหลักปณิธาน “ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

.







ติดต่อสอบถาม และติดตามข่าวสาร และกิจกรรมของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung และช่องทางอื่นๆ ที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung หรือที่สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418

.











ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต

#แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418 #ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

ตี๋สมเด็จ/รายงาน

วันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

​ส่งต่อความดีคืนถิ่นเกิด! “หจก.บีเอสมัลติมีเดีย” จับมือ “5 สโมสรไลออนส์” ขนทัพกิจกรรมใหญ่ ชุบชีวิตสร้างคนดีสู่สังคม มอบทุน คืนความสุขให้น้องโรงเรียนทุ่งแฝกพิทยาคม

 เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมา บรรยากาศที่โรงเรียนทุ่งแฝกพิทยาคมเต็มไปด้วยความอบอุ่น รอยยิ้ม และความอิ่มเอมใจ ในงานเปิดตัวโครงการ "สร้างคนดีให้สังคม" ซึ่งเป็นโครงการอบรมธรรมะ เสริมสร้างคุณธรรมและจริยธรรมให้แก่เยาวชน โดยเป็นการร่วมมือครั้งสำคัญระหว่างภาคเอกชนและองค์กรการกุศลระดับสากล เพื่อร่วมกันพัฒนาศักยภาพและจิตใจของนักเรียนที่จะเติบโตไปเป็นกำลังสำคัญของชาติ



​ภายในงานได้รับเกียรติจาก ผศ.ดร. บุญสืบ โพธิ์ศรี ในนามคณะผู้ดำเนินงาน เป็นผู้กล่าวรายงานวัตถุประสงค์และความเป็นมาของโครงการ ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้เปรียบเสมือนการหลอมรวมพลังแห่งความกตัญญูและ "สำนึกรักบ้านเกิด" โดย ผศ.ดร. บุญสืบ โพธิ์ศรี ได้ร่วมทำกิจกรรมกับน้อง ๆ ในฐานะรุ่นพี่และศิษย์เก่าของโรงเรียนทุ่งแฝกพิทยาคมอย่างใกล้ชิดและเป็นกันเอง




​ผนึกกำลังพันธมิตร เพื่ออนาคตของเยาวชน

​การขับเคลื่อนโครงการครั้งนี้เกิดขึ้นในนามของ หจก. บีเอสมัลติมีเดีย ร่วมกับ 5 สโมสรสัมพันธ์ของไลออน นำโดยบุคคลสำคัญในวงการสังคมสงเคราะห์ อาทิ อดีตผู้ว่าการไลออนประพันธ์ วัฒนไกร, นายกสโมสรไลออนอู่ทอง, นายกสโมสรไลออนสมุทรสาคร และทีมงาน นอกเหนือจากนี้ยังได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจาก ผู้อำนวยการ คณะครูอาจารย์ ตลอดจนคณะกรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครอง และนักเรียนโรงเรียนทุ่งแฝกพิทยาคม ที่มาร่วมแรงร่วมใจกันจนทำให้กิจกรรมสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี








​ส่อง 7 กิจกรรมไฮไลท์เด่น "เติมความรู้ คู่ความสุข"

​โครงการอบรมธรรมะเสริมคุณธรรม จริยธรรม ในครั้งนี้ ไม่ได้มีเพียงแค่การบรรยายในห้องเรียน แต่เป็นการบูรณาการผ่าน 7 กิจกรรมเด่น ที่ออกแบบมาเพื่อพัฒนาเยาวชนอย่างรอบด้าน ได้แก่:

​1. ให้ความรู้คู่คุณธรรม: การบรรยายและทำกิจกรรมเชิงปฏิบัติการเพื่อเสริมสร้างความรู้ด้านคุณธรรม จริยธรรม และปลูกฝังจิตสำนึกในการทำความดี

​2. แจกเสื้อแห่งพลังใจ: มอบเสื้อโครงการให้แก่นักเรียนทุกคน เพื่อสร้างความพร้อมเพรียง ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว และสร้างกำลังใจในการเข้าร่วมกิจกรรม

​3. สนับสนุนอุปกรณ์กีฬาและไฟฟ้า: มอบอุปกรณ์ไฟฟ้าและอุปกรณ์กีฬาเพื่อสนับสนุนการออกกำลังกาย ส่งเสริมสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง และพัฒนาทักษะด้านกีฬาของเยาวชน

​4. เวทีแสดงความสามารถพิเศษ: เปิดพื้นที่สร้างสรรค์ให้นักเรียนได้แสดงศักยภาพ กล้าคิด กล้าแสดงออกในทางที่ถูกต้อง

​5. ปลูกต้นไม้รักษ์โลก: ร่วมกันปลูกปลูกจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อม และร่วมกันพัฒนาพื้นที่สีเขียวภายในบริเวณโรงเรียน

​6. จัดเลี้ยงอาหารกลางวันสุดอบอุ่น: ร่วมรับประทานอาหารกลางวัน เติมความสุขอิ่มท้อง และสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างรุ่นพี่และรุ่นน้อง

​7. มอบทุนการศึกษาเติมฝัน: มอบทุนการศึกษาเพื่อสร้างโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำ และสนับสนุนอนาคตทางการศึกษาของเยาวชนที่มีความประพฤติดี




​"การกลับมาในฐานะศิษย์เก่าและรุ่นพี่ในวันนี้ คือความตั้งใจที่อยากจะเห็นน้อง ๆ โรงเรียนทุ่งแฝกพิทยาคม เติบโตขึ้นไปเป็นคนเก่งและคนดีของสังคม การร่วมมือกับสโมสรไลออนส์และพันธมิตรในครั้งนี้ จึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการส่งต่อโอกาสที่ไม่มีวันสิ้นสุด"



​โครงการ "สร้างคนดีให้สังคม" ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะมอบสิ่งของหรือทุนการศึกษาเท่านั้น แต่เป็นการหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งคุณธรรมและจริยธรรมลงในใจของเยาวชน ซึ่งจะเติบโตขึ้นเป็นร่มเงาที่แข็งแกร่งและงดงามให้กับสังคมไทยในอนาคตอย่างแน่นอน

ทีมข่าวภาคสนาม/รายงาน

วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เดินสายสร้างอาชีพ สร้างชีวิตประชาชนภาคใต้อย่างยั่งยืนต่อเนื่อง มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพให้แก่ครัวเรือนยากจนในพื้นที่จังหวัดพังงา พร้อมมอบจักรยานให้แก่โรงเรียนในพื้นที่ชนบท และนำหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ออกบริการฟรี

 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เดินสายสร้างอาชีพ สร้างชีวิตประชาชนภาคใต้อย่างยั่งยืนต่อเนื่อง มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพให้แก่ครัวเรือนยากจนในพื้นที่จังหวัดพังงา พร้อมมอบจักรยานให้แก่โรงเรียนในพื้นที่ชนบท และนำหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ออกบริการฟรี

.




วันนี้ (วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายสุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร กรรมการและรองเลขาธิการ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายสุรพงศ์ เสรฐภักดี กรรมการและรองเหรัญญิก นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ผู้ช่วยกรรมการ นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ และนางสาวเนาวรัตน์ วรรณศิริ หัวหน้าแผนกหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำทีมเจ้าหน้าที่แผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ และหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน ลงพื้นที่มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพให้แก่ครัวเรือนยากจนในพื้นที่จังหวัดพังงา (จังหวัดที่ 7 ของทางภาคใต้) จำนวน 32 ครัวเรือน คิดเป็นมูลค่า 792,955 บาท และมอบรถจักรยาน แก่โรงเรียน 2 แห่ง รวมจำนวน 20 คัน มูลค่า 25,800 บาท รวมมูลค่าการช่วยเหลือในครั้งนี้เป็นเงินทั้งสิ้น 818,755 บาท (แปดแสนหนึ่งหมื่นแปดพันเจ็ดร้อยห้าสิบห้าบาทถ้วน) นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ยังได้จัดหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำทีมแพทย์อาสาฯ เจ้าหน้าที่หน่วยแพทย์ ทีมกู้ชีพ และอาสาสมัคร ออกหน่วยให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไป แจกแว่นสายตา บริการตัดผมชาย-หญิง ทันตกรรม แก่ประชาชน รวมถึงจัดกิจกรรมนันทนาการเด็กและเยาวชนฟรี โดยมี นายไพรัตน์ เพชรยวน ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา เป็นประธานในพิธี นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย เป็นประธานร่วมในพิธี พร้อมด้วย อาสาศิลปินมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายสัญญา วงพรนารายณ์ (เก่ง) และนายสดใส โรจนวิชัย (สดใส รุ่งโพธิ์ทอง) ร่วมในพิธี ณ ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลนบปริง อำเภอเมือง จังหวัดพังงา

.





นายสุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร กรรมการและรองเลขาธิการ กล่าวว่า โครงการแก้ไขปัญหาความยากจนเชิงบูรณาการ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้สนับสนุนอุปกรณ์ประกอบอาชีพ ช่วยเหลือครัวเรือนยากจน ตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือแก้ไขปัญหาความยากจน ระหว่างกรมการพัฒนาชุมชนและมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ซึ่งมูลนิธิฯ ได้จัดงบประมาณดำเนินการเพื่อจัดหาวัสดุอุปกรณ์การประกอบอาชีพมอบให้แก่ครัวเรือนยากจน ให้สามารถประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัว ซึ่งได้ดำเนินการไปแล้ว 3 ระยะ โดย ระยะที่ 1 ดำเนินการในพื้นที่ภาคกลาง จำนวน 17 จังหวัด รวม 98 ครัวเรือน ระยะที่ 2 ได้ดำเนินการในพื้นที่ภาคเหนือ จำนวน 17 จังหวัด รวม 230 ครัวเรือน ระยะที่ 3 ได้ดำเนินการในพื้นที่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 20 จังหวัด รวม 485 ครัวเรือน นอกจากนี้ยังได้มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพให้กับครัวเรือนยากจนผู้ประสบอุทกภัย ประจำปี พ.ศ.2567 ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และ จังหวัดเชียงราย อีกจำนวน 57 ครัวเรือน รวมจำนวนครัวเรือนยากจนที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้สร้างอาชีพ สร้างชีวิต ด้วยการมอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพแล้วทั้งสิ้น 870 ครัวเรือน คิดเป็นมูลค่ากว่า 17 ล้านบาท และขณะนี้ได้พิจารณาดำเนินการระยะที่ 4 ในพื้นที่ภาคใต้ รวม 14 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี ระนอง นครศรีธรรมราช พังงา พัทลุง สงขลา ตรัง สตูล กระบี่ ภูเก็ต ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส

.







ตลอดระยะเวลากว่า 116 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

.







ติดต่อสอบถาม และติดตามข่าวสาร และกิจกรรมของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung และช่องทางอื่นๆ ที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung หรือที่สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418

.







ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต

#แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418 #ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

ตี๋สมเด็จ/รายงาน

สิ้นตำนานราชาถั่วแสนอย่อย! อาลัย "ชูเกียรติ รวยเจริญทรัพย์" ผู้สร้าง "โก๋แก่" จากเด็กหนุ่มแว่นดำชุดยูโด สู่เบื้องหลังใจนักสู้ "ขายดีแต่ทำร้ายลูกค้า...กูไม่ทำ!"

 กลายเป็นข่าวเศร้าและเป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของวงการธุรกิจขนมขบเคี้ยวเมืองไทย เมื่อ นายชูเกียรติ รวยเจริญทรัพย์ ผู้ก่อตั้ง บริษัท โรงงานแม่รวย จำกัด และผู้ให้กำเนิดแบรนด์ถั่วลิสงเคลือบกะทิในตำนานอย่าง "โก๋แก่... มันทุกเม็ด" ได้จากไปอย่างสงบ ทิ้งไว้เพียงเรื่องราวการต่อสู้ระดับตำนานของชายผู้ไม่เคยยอมแพ้ต่อโชคชะตา และสร้างไอคอน "เด็กหนุ่มแว่นดำชุดยูโด" ให้กลายเป็นมรดกความอร่อยที่อยู่คู่สังคมไทยมานานกว่าครึ่งศตวรรษ



​เรื่องราวของ "โก๋แก่" ไม่ได้ถูกเขียนขึ้นด้วยความบังเอิญหรือโชคช่วย แต่ถักทอจากหยาดเหงื่อ ความผิดหวัง การลุกขึ้นสู้ และจิตวิญญาณอันแข็งแกร่งของ นายชูเกียรติ รวยเจริญทรัพย์ ชายผู้พิสูจน์ให้เห็นว่า "ความซื่อสัตย์และศักดิ์ศรี" สำคัญกว่าผลกำไร

​หยาดเหงื่อ บุกเบิก และศักดิ์ศรีที่ไม่มีวันยอมแพ้: "ถ้าทำร้ายลูกค้า...กูไม่ทำ"

​ย้อนกลับไปในราวปี พ.ศ. 2509 จุดเริ่มต้นของตำนานเกิดขึ้นบนถนนเอกชัย-บางบอน เมื่อ นายชูเกียรติ รวยเจริญทรัพย์ ได้สร้างโรงงานขนมขึ้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง ก่อนที่ท่านจะแต่งงานกับ คุณจิราภรณ์ ด้วยวิสัยทัศน์เฉียบคมและมองการณ์ไกลในวันนั้น ท่านสังเกตว่า “ขนมยี่ห้อไหนอร่อย มักจะขึ้นต้นด้วยคำว่าแม่” จึงได้ตั้งชื่อธุรกิจว่า “บริษัท โรงงานแม่รวย จำกัด” โดยมีสินค้าแรกที่แจ้งเกิดและขายดีเป็นเทน้ำเทท่าคือ "ข้าวเกรียบกุ้ง"

​แต่แล้วบททดสอบครั้งใหญ่ก็มาถึง เมื่อตลาดเริ่มมีคู่แข่งหัวหมอหันไปใช้ "สีย้อมผ้า" ซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคมาทำเป็นข้าวเกรียบสีรุ้งเพื่อลดต้นทุนและดึงดูดสายตา ยอดขายของคู่แข่งพุ่งสูงจนกระทบกับโรงงานแม่รวยอย่างหนัก

​ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ด้วยศักดิ์ศรีและความซื่อสัตย์ที่คุณชูเกียรติมีต่อลูกค้า ท่านยอมหักไม่ยอมงอ ตัดใจเลิกขายสินค้าที่กำลังทำเงินในตอนนั้นทันที พร้อมทิ้งวลีเด็ดสะท้อนเนื้อแท้ในใจของท่านไว้ว่า:

​"ขายดีแต่ทำร้ายลูกค้าเหมือนฆ่าเค้าทางอ้อม กูไม่ทำ"

​ท่านยอมนับหนึ่งใหม่ ทุบหม้อข้าวตัวเองแล้วหันมาทำ "ถั่วแผ่น" ในยุคเริ่มต้นนั้น นายชูเกียรติ รวยเจริญทรัพย์ รับหน้าที่ดูแลเรื่องการขายด้วยตัวเอง วิ่งรถไปส่งของและหาลูกค้าตามร้านค้าต่าง ๆ สิ่งที่ท่านพกติดรถไว้เสมอไม่ใช่แค่ขนม แต่คือ "ค้อนและตะปู" ที่พร้อมจะลงไปช่วยซ่อมแซมร้านค้าให้ลูกค้าด้วยใจที่เกื้อกูลและเป็นมิตรแท้

​วิกฤตสูตรขนม และการกำเนิด "มันทุกเม็ด" ในห้องครัว

​เส้นทางของนักสู้มักถูกลองใจด้วยขวากหนามเสมอ วันหนึ่งคนที่เคยทำสูตรขนมให้เกิดขอแยกตัวออกไป ทำให้คุณชูเกียรติถูกต้อนให้จนมุม แต่แทนที่จะถอย ท่านกลับลุกขึ้นมาคิดค้นสูตรขนมด้วยตัวเอง ขลุกอยู่ในห้องครัวลองผิดลองถูกอยู่เนิ่นนาน ตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2519

​จนกระทั่งหยดกะทิแรกได้สัมผัสลงบนเม็ดถั่ว กลายเป็น "ถั่วลิสงกรอบเคลือบกะทิ" ที่รสชาติกลมกล่อมไม่มีใครเหมือน และในปลายปี พ.ศ. 2519 นั้นเอง ท่านได้ทำการย้ายฐานโรงงานเพื่อขยายกำลังการผลิตเพื่อรองรับความปังที่กำลังจะมาถึง

​ด้วยความเป็นคนชอบคิดอะไรแหวกแนวและนอกกรอบ คุณชูเกียรติเจตนาตั้งชื่อแบรนด์ว่า "โก๋แก่" และเลือกใช้โลโก้เป็นภาพวาด "เด็กหนุ่มผมฟู สวมแว่นตาดำในชุดยูโด" ซึ่งในยุคนั้นกลับมีแต่คนหัวเราะเยาะ แม้แต่ร้านค้าก็ยังล้อเลียนว่า "ไอ้ขนมหัวฟูแบบนี้ ขายไม่ดีหรอก"

​และซ้ำร้าย สินค้าล็อตแรกที่ปล่อยออกสู่ตลาดก็ "ขายไม่ดี" จริง ๆ เนื่องจากตอนแรกใช้ซองทึบ ทำให้คนมองไม่เห็นตัวขนมด้านใน แทนที่จะยอมแพ้ คุณชูเกียรติพลิกเกมทันทีด้วยการเปลี่ยนมาใช้ "ซองใส" เพื่อโชว์ความน่ากินของถั่วเคลือบกะทิ พร้อมคิดค้นสโลแกนสั้น ๆ แต่ทรงพลังจนติดหูคนไทยทั้งประเทศ: "โก๋แก่... มันทุกเม็ด"

​ในที่สุด "โก๋แก่" ก็จุดระเบิดกลายเป็นบิ๊กฮิตชั่วข้ามคืน ภาพจำของเด็กหนุ่มแว่นดำชุดยูโดสะพายกีตาร์ร้องเพลงในโฆษณาทางโทรทัศน์ พลิกคำสบประมาทกลายเป็นขนมสามัญประจำบ้านที่ครองใจคนทุกเพศทุกวัยนับแต่นั้นมา ไม่ว่าจะทานที่บ้าน ที่ทำงาน ดูบอล หรือแบ่งปันในวงเพื่อนฝูง โก๋แก่ทำหน้าที่เชื่อมโยงผู้คนและมอบความสุขในทุกจังหวะชีวิต

​จากพื้นที่เล็ก ๆ สู่มรดกความอร่อยระดับโลก

​เมื่อสินค้ากลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ ยอดสั่งซื้อถล่มทลายจนโรงงานเดิมที่บางบอนไม่สามารถรองรับได้อีกต่อไป นายชูเกียรติ รวยเจริญทรัพย์ และครอบครัวจึงตัดสินใจครั้งใหญ่ ย้ายมาสร้างอาณาจักรแห่งใหม่บนถนนพระราม 2 บนพื้นที่กว่า 30 ไร่ เปลี่ยนจากโรงงานที่มีพนักงานไม่กี่คน สู่โรงงานมาตรฐานสากลที่ส่งออกความภูมิใจของคนไทยไปไกลทั่วโลก สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนเลยคือ "หัวใจ" ของคุณชูเกียรติ ที่ยึดมั่นในคุณภาพและความซื่อสัตย์มาตลอดชีวิต

​วันนี้ ตำนานผู้ให้กำเนิดขนมขบเคี้ยวระดับประเทศได้จากโลกนี้ไปอย่างสงบ เหลือทิ้งไว้เพียงคุณงามความดี บทเรียนแห่งความซื่อสัตย์ และความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ นายชูเกียรติ รวยเจริญทรัพย์ ไม่ได้จากไปไหน แต่ท่านได้ฝาก "ลมหายใจ จิตวิญญาณนักสู้ และค้อน-ตะปูแห่งความใส่ใจ" เอาไว้ในเด็กหนุ่มแว่นดำชุดยูโดบนซองโก๋แก่ทุก ๆ ซอง ทุก ๆ เม็ดที่คนไทยเคี้ยวด้วยความสุข

​กำหนดการ พิธีสวดพระอภิธรรม และพิธีฌาปนกิจ

​ร่วมไว้อาลัยและส่งดวงวิญญาณ นายชูเกียรติ รวยเจริญทรัพย์ ณ วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร (ศาลา ๓) ๑๔๖๔ ถนนกรุงเกษม แขวงวัดเทพศิรินทร์ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร

​วันพุธที่ ๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๙

​เวลา ๑๖.๐๐ น. พิธีรดน้ำศพ

​เวลา ๑๘.๐๐ น. พิธีสวดพระอภิธรรม

​วันพฤหัสบดีที่ ๒ - วันอังคารที่ ๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๙

​เวลา ๑๘.๓๐ น. พิธีสวดพระอภิธรรม

​วันพุธที่ ๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๙

​เวลา ๑๐.๐๐ น. พระสงฆ์แสดงพระธรรมเทศนา

​เวลา ๑๐.๓๐ น. พระสงฆ์สวดพระพุทธมนต์ และ ถวายภัตตาหารเพล

​เวลา ๑๒.๓๐ น. สวดมาติกา-บังสกุล

​เวลา ๑๓.๐๐ น. เชิญหีบศพเวียนเมรุ

​เวลา ๑๔.๐๐ น. ประชุมเพลิง

​(ทางเจ้าภาพกราบเรียน และเรียนเชิญท่านด้วยความเคารพ และกราบขออภัยที่ไม่ได้มาเรียนเชิญด้วยตนเอง)

ทีมข่าวภาคสนาม/รายงาน