วันจันทร์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2568

 นนทบุรี คืบหน้า ผกก.เผย “ต้าวแว่น มาสด้าแดง” ติดต่อให้ปากคำ ปิดเครื่องหนีนักข่าว 




จากกรณีเจ้าของรถยนต์ยี่ห้อมาสด้า สีแดง ได้โพสต์คลิปจากกล้องหน้ารถ ขณะขับขี่ด้วยความเร็ว แซงรถยนต์หนึ่งคันก่อนเข้าไปแทรกและเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ที่กำลังขับอยู่ในเลนขวา ซึ่งอยู่ระหว่างกำลังจะเบี่ยงเข้าเลนกลาง ส่งผลให้รถจักรยานยนต์ล้มลงและได้รับบาดเจ็บ เหตุเกิดบริเวณใต้ทางต่างระดับตัดกับถนนราชพฤกษ์ บางศรีเมือง-วัดโบสถ์ดอนพรหม ต.บางกร่าง อ.เมือง จ.นนทบุรี วันที่ 28 ก.พ. 68 เวลา 08.22 น.




ความคืบหน้าล่าสุดวันนี้(3 มี.ค.68) ที่สภ.บางศรีเมือง พ.ต.อ.สมชาย แจ้งธรรมมา ผกก.สภ.บางศรีเมือง ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงความคืบหน้าคดีดังกล่าวว่า  จากกรณีทางเพจสายไหมต้องรอดได้เดินทางผ่านเพื่อหาเข้าแจ้งความเมื่อช่วงบ่ายเมื่อวานที่ผ่านมา ทางพนักงานสอบสวนได้ทำการสอบปากคำอย่างละเอียดเรียบร้อยแล้ว พร้อมตำรวจได้ติดต่อประสานไปยังคนขับเก๋งมาสด้าแดง ให้เข้าพบตำรวจ โดยมีการพูดคุยแล้วทางผู้ขับขี่ไม่มีพฤติการณ์หลบหนี โดยรับปากว่าจะเข้ามาหาเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่ขอเวลาเตรียมความพร้อม  หลังจากมีการพูดคุยกันล่าสุดเจ้าของรถเก๋งได้มีการปิดเครื่องไปแล้ว โดยให้ข้อมูลกับตำรวจว่า มีนักข่าวคนโทรศัพท์หาตลอดเวลา 




ส่วนทางด้านคดีตอนนี้ ทางตำรวจไม่ตัดประเด็นใดทิ้ง ไม่ว่าจะเป็นประเด็นอาวุธปืน ป้ายทะเบียนไม่ชัด ที่ทางประชาชนให้ความสนใจคดีนี้ ส่วนกรณีตำรวจจะแจ้งข้อกล่าวหา “พยายามฆ่า” ตอนนี้อยู่ระหว่างสอบสวน ตรวจสอบกล้องวงจรปิด พยานจุดเกิดเหตุ เพื่อนำมาประกอบสำนวนต่อไป ส่วนพฤติกรรมของหนุ่มขับเก๋ง ที่มีการขับเฉี่ยวชนบีบแตร รถจักรยานยนต์หลายพื้นที่ เบื้องต้นตอนนี้ทางสภ.บางศรีเมือง ได้รับแจ้งความผู้เสียหายเพียงคนเดียว อย่างไรก็ตามทางตำรวจ ยืนยันจะดำเนินการตามขั้นตอนถูกต้องตามกฎหมาย 

 นนทบุรี วงจรปิด พ่อค้าก๋วยเตี๋ยวป่วยโรคไต ถูกเก๋งถอยชนไม่รับผิดชอบ ซ้ำตำรวจไม่รับแจ้งความ อ้างเป็นพื้นที่ส่วนบุคคล




จากกรณี นายบุญเริศ เขียวชะอุ่ม อายุ 52 ปี พ่อค้าก๋วยเตี๋ยวไก่มะระบุฟเฟต์ ได้โพสต์คลิปจากกล้องวงจรปิดภายในปั๊มน้ำมัน PTT ถนนบางกรวย-ไทรน้อย ต.บางรักพัฒนา อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี เหตุเกิดเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2568 เวลาประมาณ 00.30 น. โดยในคลิปปรากฏภาพ รถเก๋งฮอนด้า แจ๊ส สีขาว ทะเบียน กค 1534 ปทุมธานี ถอยชนรถ ซูซูกิ สวิฟต์ สีส้ม ทะเบียน 2กท 2624 กรุงเทพมหานคร ของนายบุญเริศ ส่งผลให้ประตูฝั่งคนขับได้รับความเสียหาย ก่อนที่เจ้าของรถเก๋งจะเขียนเบอร์โทรศัพท์ติดไว้ที่รถแล้วขับออกไป




ล่าสุด วันนี้ (1 มี.ค. 2568) เวลา 18.30 น. ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่จุดเกิดเหตุ สอบถาม นายบุญเริศ ผู้เสียหาย เปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2568 เวลาประมาณ 00.30 น. โดยช่วงเกิดเหตุตนไม่ได้อยู่ในพื้นที่ และเพิ่งมาทราบเรื่องในช่วงเช้าวันที่ 19 กุมภาพันธ์ เมื่อตรวจสอบพบว่า รถของตนได้รับความเสียหายมาก บริเวณประตูฝั่งคนขับปิดไม่สนิท หากฝนตก น้ำสามารถรั่วเข้าไปภายในรถได้




ต่อมาตนได้ติดต่อคู่กรณีตามเบอร์โทรศัพท์ที่ทิ้งไว้ พร้อมแจ้งว่า ตนต้องนำรถเข้าซ่อม ทำให้ไม่สามารถใช้รถได้ตามปกติ และได้รับผลกระทบในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น การเดินทางไปซื้อของสดที่ตลาด เดินทางไปฟอกไต และรับ-ส่งหลานที่โรงเรียน จึงขอ ค่าเสียประโยชน์วันละ 500 บาท เป็นเวลา 10 วัน รวมเป็นเงิน 5,000 บาท อย่างไรก็ตาม คู่กรณีกลับอ้างว่ามีภาระค่าใช้จ่ายหลายอย่าง และขอนัดเจรจากันอีกครั้งในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2568




เมื่อถึงวันนัด ตนพยายามโทรติดต่อกลับไป แต่คู่กรณีกลับ ไม่รับสาย และปิดเครื่องหนี ตนจึงตัดสินใจโพสต์เรื่องราวลงในกลุ่มข่าวสารเฟซบุ๊ก “ข่าวนนทบุรี ถึงชาวนนทบุรี” กระทั่งคู่กรณียอมติดต่อกลับมา ขอให้ตนลบโพสต์ และเสนอจ่ายเงินให้เพียง 2,000 บาท โดยระบุว่าจะชำระให้ในวันที่ 20 มีนาคม 2568 คิดเป็นค่าเสียประโยชน์เพียงวันละ 200 บาท ซึ่งตนเห็นว่าไม่เป็นธรรม จึงเสนอขอเพิ่มเป็น 3,000 บาท แต่หลังจากนั้นคู่กรณีก็เงียบหายไปอีก




หลังจากไม่ได้รับการติดต่อจากคู่กรณี ตนจึงรวบรวมหลักฐานจากกล้องวงจรปิด และเข้าแจ้งความที่ สถานีตำรวจภูธรบางบัวทอง แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจกลับ ปฏิเสธไม่รับแจ้งความ โดยให้เหตุผลว่า จุดเกิดเหตุเป็นพื้นที่ส่วนบุคคล ไม่สามารถดำเนินคดีอาญาได้ ทำได้เพียงลงบันทึกประจำวัน และแนะนำให้ไปปรึกษาทนายเพื่อฟ้องร้องทางแพ่ง


นายบุญเริศ กล่าวด้วยความคับข้องใจว่า  เงินที่ตนเรียกร้องไปไม่ได้มากมาย เพราะตนเดือดร้อนจริง ๆ ตนป่วยเป็นโรคไต ต้องไปฟอกไตเกือบทุกวัน ตอนนี้ไม่มีรถใช้ ถ้าตนเป็นฝ่ายถอยชนคนอื่นแล้วหนีไปบ้าง ก็ไม่มีความผิดใช่ไหม เพราะตำรวจยังไม่รับแจ้งความเลย ต้องให้ผู้เสียหายไปฟ้องเองอย่างนั้นหรือ


 นนทบุรี คืบหน้า! ‘สายไหมต้องรอด’ พาผู้เสียหายแจ้งความ ‘ไฮโซมาสด้าแดง’ ปมขับปาดเฉี่ยวชนไบค์เกอร์ 





จากกรณีผู้ใช้ Facebook ชื่อ Pete Fukuyama เจ้าของรถยนต์ยี่ห้อ มาสด้าสีแดง ทะเบียน 2 ขษ 609 กทม. ได้โพสต์คลิปจากกล้องหน้ารถ ขณะขับขี่ด้วยความเร็ว แซงรถยนต์หนึ่งคันก่อนเข้าไปแทรกและเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ที่กำลังขับอยู่ในเลนขวา ซึ่งอยู่ระหว่างกำลังจะเบี่ยงเข้าเลนกลาง ส่งผลให้รถจักรยานยนต์ล้มลงและได้รับบาดเจ็บ เหตุเกิด บริเวณใต้ทางต่างระดับตัดกับถนนราชพฤกษ์ บางศรีเมือง-วัดโบสถ์ดอนพรหม ต.บางกร่าง อ.เมือง จ.นนทบุรี เหตุเกิดวันที่ 28 ก.พ.68 เวลา 08.22 น.  





โพสต์ดังกล่าวยังระบุข้อความว่า “คลิปที่ บบค.114 ใครจะให้รีวิวประกันรถบอกผมนะ บ.ใหญ่ๆ เปลี่ยนมาทุกเจ้าแล้ว ส่วนประกันชีวิตให้ไปถามคนขับบิ๊กไบค์ ส่งคลิป #กล้องหน้ารถ ไปที่เพจ #อาสาตาจราจร มีรางวัล 600,000 บาทต่อปี”





หลังจากโพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ออกไป ชาวเน็ตจำนวนมากได้เข้ามาแสดงความคิดเห็น โดยบางคนมองว่าการขับขี่ของรถเก๋งสีแดงนั้นอันตราย เนื่องจากมีพฤติกรรมปาดหน้ารถคันอื่น เป็นภัยต่อผู้ใช้รถใช้ถนน และไม่มีจิตสำนึก อย่างไรก็ตาม เจ้าของโพสต์ได้เข้ามาตอบคอมเมนต์อย่างดุเดือด พร้อมระบุว่า “เคสนี้มอเตอร์ไซค์ผิด จบนะผู้เชี่ยวชาญ กรุณาหุบปาก เชิญชมรถทัวร์ขนควายครับ คือผมกับมอเตอร์ไซค์เคลียร์กันจบแล้ว แต่มีควายจำนวนมากเข้ามาสะเหล่อตัดสินแทน”




ต่อมา หลังจากชาวเน็ตได้เห็นพฤติกรรมของเจ้าของรถมาสด้าแดงที่เข้าไปตอบโต้คอมเมนต์อย่างก้าวร้าว ทำให้เพจเฟซบุ๊กชื่อดังหลายเพจออกมาเปิดเผยคลิปเหตุการณ์อื่นๆ บนท้องถนนที่เกี่ยวข้องกับรถคันนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นพฤติกรรมการขับขี่ที่ก้าวร้าว เช่น การบีบแตรใส่รถจักรยานยนต์ด้วยความสะใจ รวมถึงการขับขี่ในลักษณะหัวร้อน ทั้งนี้ยังพบว่ายังมีการโพสต์รูปอาวุธปืนที่คอนโซนหน้ารถอีกด้วย 




ต่อมา นักสืบโซเชียลได้ตรวจสอบข้อมูลจนพบว่าผู้ขับขี่รถมาสด้าแดงเป็นชาย สวมแว่นตา และทำงานอยู่ในโรงงานอุตสาหกรรมเกี่ยวกับเทคโนโลยีเครื่องมือแพทย์ไทย พร้อมตั้งฉายาให้ว่า “ไอต้าวแว่น มาสด้าแดง” ส่งผลให้กระแสโซเชียลพุ่งเป้าไปยังสถานที่ทำงานและเฟซบุ๊กส่วนตัวของเขา จนในที่สุดเจ้าของรถมาสด้าแดงได้ปิดเฟซบุ๊กและช่องทางติดต่อส่วนตัวทั้งหมด




ล่าสุดวันนี้(2 มี.ค.68) ภายหลังจากการแถลงข่าวที่ เพจ สายไหมต้องรอด นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด ได้พานายจินตระการ แก้ววังอ้อ อายุ 49 ปี ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ยี่ห้อ Kawasaki 650 ลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเกิดเหตุบริเวณดังกล่าวเป็นถนนเลนด่วน 3 เลน โดยมีการจำกัดความเร็วในแต่ละเลน ได้แก่ เลนซ้าย 80 กม./ชม. เลนกลาง 100 กม./ชม. และเลนขวา 120 กม./ชม. ทั้งนี้ จากการตรวจสอบพบว่า จุดเกิดเหตุไม่มีป้ายห้ามรถจักรยานยนต์ใช้เส้นทางดังกล่าว  ก่อนจะเดินทางเข้าแจ้งความกับพ.ต.ท.อานนท์ แพรงาม สว.(สอบสวน)สภ.บางศรีเมือง เพื่อให้ดำเนินการตามคดีกฏหมายต่อไป



นายเอกภพ กล่าวว่า วันนี้ได้พาผู้เสียหายมาแจ้งความดำเนินคดีกับไอโซเก๋งมาสด้าแดงดังกล่าว ซึ่งทางผู้เสียหายคิดว่าเก๋งแดงคันดังกล่าวตั้งใจคนชน ตอนนี้รอทางพนักงานสอบสวน อยู่ระหว่างสอบปากคำอย่างละเอียด รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อแจ้งข้อกล่าวหา ซึ่งเรื่องนี้ใจตนอยากให้ดำเนินคดีในข้อหา พยายามฆ่า และขับรถ โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย อย่างไรก็ตามอยู่ที่ดุลพินิจของพนักงานสอบสวนในการแจ้งข้อกล่าวหา   เรื่องนี้ตนฝากผู้ใช้รถใช้ถนนว่าการขับรถ ต้องคำนึงถึงเพื่อนร่วมทางด้วย และพฤติกรรมที่กระทำมาทั้งหมดตอนนี้ขอให้หยุดกระทำแบบนี้ และเชื่อว่าหลังจากนี้จะมีผู้เสียหายออกมาแจ้งความหลายคนกับไฮโซเก๋งดังกล่าว 



นายจินตระการ ผู้เสียหาย กล่าวว่า อยากให้ทางผู้ขับขี่ได้รับโทษ   คิดว่าเขาตั้งใจชน และเขาไม่ได้ขอโทษ แต่อย่างใด   หลังเกิดเหตุตนไม่ได้รับบาดเจ็บเยอะจึงไม่ได้แจ้งความ  และมาทราบคลิปย้อนหลังมีวีรกรรมเกี่ยวกับการขับรถในโซเชียยล จึงตัดสินใจนำเรื่องเข้าร้องเรียนกับเพจสายไหมต้องรอด และตัดสินใจเข้าแจ้งความดำเนินคดี เพื่อไม่ให้ ไปก่อเหตุลักษณะนี้กับใครอีก เท่าที่ดูจากสื่อโซเชียลต่างๆที่นำคลิปมาลง พบว่าส่วนใหญ่จะก่อเหตุกับรถจักรยานยนต์ อย่างไรก็ตามวันนี้ตนก็ขอให้ตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหาผู้กระทำความผิด และขอขอบคุณทางชาวเน็ตที่ให้กำลังใจ และเป็นห่วง และอยากฝากถึงเจ้าของรถว่า อย่าขับรถอีกเลย ถ้าทำแบบนี้มันเป็นภัยต่อสังคมมาก และยังภูมิใจกับสิ่งที่ตนเองกระมำอยู่



พ.ต.ท. อานนท์ แพรงาม สารวัตรสอบสวน สภ.บางศรีเมือง เปิดเผยว่า ขณะนี้ตำรวจได้รับแจ้งความเกี่ยวกับกรณีอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นแล้ว พร้อมสอบปากคำผู้เสียหายอย่างละเอียด และสามารถระบุตัวเจ้าของรถยนต์ มาสด้าสีแดง คันดังกล่าวได้แล้ว โดยอยู่ระหว่างดำเนินการเรียกผู้ถูกกล่าวหามาสอบสวนตามกระบวนการทางกฎหมาย



เบื้องต้น ทางตำรวจได้ประสานงานกับฝ่ายสืบสวนเพื่อติดต่อไปยังเจ้าของรถ แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถติดต่อได้ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จะเร่งติดตามตัวเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

 นนทบุรี ชาวบ้านยันเจ้าหน้าที่ สห.ไม่ทำเกินกว่าเหตุ หลังวัยรุ่นเปิดศึกกลางงานวัด 





จากกรณีเมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา วันที่ 2 มี.ค. 68 ที่ สภ.บางบัวทอง นายจักรพันธ์ อายุ 26 ปี ชาวบุรีรัมย์ พร้อมนายบุญมา และนายสายฝน (ทั้งสองเป็นชาวลาว) เข้าแจ้งความว่าถูกเจ้าหน้าที่สารวัตรทหาร (สห.) ประมาณ 6-7 นาย รุมทำร้ายร่างกายด้วยกระบองและเตะ หลังจากมีเรื่องชกต่อยกับกลุ่มวัยรุ่นหน้าเวทีคอนเสิร์ตในงานวัดลาดปลาดุก อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี เมื่อคืนวันที่ 1 มี.ค. 68 เวลาประมาณ 23.30 น.





นายจักรพันธ์เล่าว่า หลังทะเลาะกับวัยรุ่นอีกกลุ่มหนึ่งและออกมาต่อยกันนอกงาน เจ้าหน้าที่ สห. ได้เข้ามาห้าม แต่กลับใช้ไม้กระบองและรองเท้าคอมแบททำร้ายพวกตนโดยไม่แตะต้องคู่กรณี ทำให้ได้รับบาดเจ็บหลายจุด ด้านนายบุญมาเผยว่าตนถูกตีและเตะจนจมูกแตก ต้องเย็บ 3 เข็ม ขณะที่นายสายฝนถูกฟาดที่ศีรษะจนต้องเย็บ 1 เข็ม





น.ส.เกศินี (44 ปี) นายจ้างของผู้บาดเจ็บ ระบุว่า เมื่อติดต่อขอดูกล้องวงจรปิดจากทางวัด ถูกแจ้งว่าต้องให้ตำรวจดำเนินการขออย่างเป็นทางการ และหากฝ่ายผู้เสียหายดำเนินคดี ทางวัดก็อาจแจ้งกลับในข้อหาทำให้งานวัดเสียหาย อย่างไรก็ตาม งานวัดยังคงดำเนินไปตามปกติ





เบื้องต้น ตำรวจสอบปากคำผู้เสียหายและส่งตรวจร่างกาย พร้อมลงพื้นที่ตรวจสอบกล้องวงจรปิด และเตรียมเรียกเจ้าหน้าที่ สห. ที่เกี่ยวข้องมาสอบปากคำเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย





ล่าสุด เวลา 22.00 น. วันที่ 3 มี.ค. 68 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ไปยังวัดลาดปลาดุก อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี โดยทางวัดได้จัดงานประจำปีตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.-4 มี.ค. โดยวันนี้ไม่พบเจ้าหน้าที่ สห. เข้ามาตรวจตราภายในงานบริเวณเวทีที่ทำการแสดงลิเก คณะเทพบุตร สุดที่รัก





สอบถาม น.ส.น้ำฝน อายุ 22 ปี ผู้เห็นเหตุการณ์ เล่าว่า วันเกิดเหตุบริเวณหน้าทางเข้าเวทีคอนเสิร์ต ได้มีเยาวชนชาย 1 คน เดินออกมาเต้นกับเพื่อน หลังจากนั้นก็มีวัยรุ่นอีก 1 กลุ่ม ซึ่งมีคนใส่เสื้อสีดำเดินเข้ามาทำร้าย จากนั้นเพื่อนของทั้งสองกลุ่มที่เห็นเหตุการณ์โดยไม่ทราบสาเหตุ กลับเข้าทำร้ายกันเอง ตนไม่รู้ว่ามีเรื่องอะไรกันมาก่อน ซึ่งเด็กคนที่เป็นต้นเหตุได้วิ่งหนีไปก่อน


เจ้าหน้าที่ สห. จึงเข้ามาระงับเหตุ โดยใช้กระบองตีขา ซึ่งก่อนหน้านั้นพยายามห้ามแล้ว แต่เด็กทั้งสองกลุ่มไม่ยอมหยุด ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังควบคุมสถานการณ์ กลุ่มวัยรุ่นกลับหันมาจะทำร้ายเจ้าหน้าที่ ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการตามที่เห็น ซึ่งมองว่าเป็นการป้องกันเหตุ หากมีอะไรเกิดขึ้นมากกว่านี้ ไม่รู้จะมีใครรับผิดชอบหรือไม่


วันเกิดเหตุคนเยอะ กลัวจะเดือดร้อนไปถึงคนอื่น ๆ ตนมองว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้ทำเกินกว่าเหตุ เพราะพยายามห้ามแล้วแต่ไม่เป็นผล เจ้าหน้าที่จึงจำเป็นต้องป้องกันตัวและระงับเหตุ ส่วนตนไม่ได้รู้จักใครเป็นการส่วนตัว แค่ผ่านมาและเห็นเหตุการณ์เท่านั้น ทั้งหมดที่พูดเป็นเพียงสิ่งที่ตนเห็นในวันเกิดเหตุ


****เบลอหน้าคนให้สัมภาษณ์*****