วันอาทิตย์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568

 นนทบุรี วงจรปิด หนุ่มชีวิตเสเพลประชดแม่ ขี่จยย.วิ่งราวเงิน 100 บาท ร้านสะดวกซื้อ ตร.แกะรอยรวบไม่ถึงวัน





วันนี้(29 ม.ค.68) เวลา 18.30 น. ที่ สภ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี พ.ต.ท.ติรัส ตฤณเตชะ รองผกก.สส.สภ.ปากเกร็ด พ.ต.ท.แสงระวี ภูสอาด สว.สส.สภ.ปากเกร็ด พร้อมตำรวจฝ่ายสืบสวนสภ.ปากเกร็ด ได้ร่วมจับกุมตัวนายนันทวัฒน์ หรือกอล์ฟ สิงหนาท อายุ 24 ปี ที่อยู่ 15/3 ม.3 ต.บางตลาด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ได้ที่บริเวณภายในห้องนอนชั้น2 บ้านเลขที่ 62 ซ.สามัคคี 21 ต.ท่าทราย อ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี  พร้อมด้วยของกลาง คือ  1.รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นสกุ๊ปปี้ไอ สี แดง-ดำ หมายเลขทะเบียน สพต 527 กทม. จำนวน 1 คัน 2.เสื้อกันหนาวแขนยาวแบบมีฮูตคลุมหัว สีดำ (มีรูปปีศาจยิ้มอยู่บริเวณหน้าออก) จำนวน 1 ตัว 3.ซองบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 1 ซอง  4.เงินที่เหลือจากการก่อเหตุ 12 บาท  5.เสื้อผ้าใช้วันก่อเหตุ   ตำรวจแจ้งข้อกล่าวหา                                              วิ่งราวทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นการจับกุม






สืบเนื่องจากเมื่อวันที่   29 ม.ค.68 เวลา 00.25 น. ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน สภ.ปากเกร็ด รับแจ้งเหตุวิ่งราวทรัพย์จากพนักงานสอบสวน โดยเหตุเกิดภายในร้านสะดวกซื้อ บริเวณทางเข้าสนามฟุตบอล THE-POP ถ.เลี่ยงเมืองปากเกร็ด ต.บางพูด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี หลังรับแจ้ง เจ้าหน้าที่ได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบก่อนเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ เมื่อถึงที่เกิดเหตุ น.ส.เมธาวี (พนักงานร้านสะดวกซื้อ) ให้ข้อมูลว่า เวลาประมาณ 21.37 น. มีชายต้องสงสัยขับขี่รถจักรยานยนต์ฮอนด้า สกู๊ปปี้ไอ สีแดง-ดำ ทะเบียน สพต 527 กทม. สวมเสื้อกันหนาวแขนยาวมีฮู้ดสีดำ (มีลายปีศาจยิ้มบริเวณหน้าอก) เดินเข้ามาในร้านและซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 1 ซอง ราคา 10 บาท จากนั้นชายดังกล่าวนำเงินธนบัตรใบละ 20 บาทมาชำระเงิน ขณะที่พนักงานเปิดลิ้นชักเพื่อทอนเงิน คนร้ายได้ฉวยโอกาสเอื้อมมือเข้าไปหยิบธนบัตรใบละ 100 บาทจำนวน 1 ฉบับ แล้วรีบเดินออกจากร้าน ขึ้นรถจักรยานยนต์ขับหลบหนีไปโดยไม่ทราบทิศทาง






ต่อมาในวันเดียวกัน เวลาประมาณ 15.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน สภ.ปากเกร็ด ได้เร่งตรวจสอบกล้องวงจรปิดตามเส้นทางหลบหนีของผู้ก่อเหตุ จนสามารถระบุตัวผู้ต้องสงสัยได้คือ นายนันทวัฒน์ เวลาประมาฯ 21.31 น. ของวันที่ 28 ส.ค.68 ได้ขับขี่จยย.ออกจากบ้านภายในซอยสามัคคี 21 มุ่งหน้าไปยังถนนแจ้งวัฒนะ โดยมาถึงร้านสะดวกซื้อจุดเกิดเหตุเวลาประมาณ 21.36 จากนั้นได้เดินเข้าไปก่อเหตุใช้เวลาไม่ถึง 1 นาที หลังก่อเหตุเสร็จก็ได้ขับขี่รถจยย.กลับบ้านพัก  โดยทางตำรวจฝ่ายสืบสวนใช้เวลาเพียง 14  ชั่วโมง เจ้าหน้าที่สามารถติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหาได้ พร้อมของกลางที่ใช้ก่อเหตุ ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ปากเกร็ด ได้ทำการตรวจหาสารเสพติดในร่างกายแต่ไม่พบ 

 





นายนันทวัฒน์ ผู้ต้องหา กล่าวว่า สาเหตุที่ลงมือก่อเหตุเนื่องจากตนมีปัญหากับแม่ เลยประชดขับจยย.มาที่ร้านสะดวกซื้อย่านแจ้งวัฒนะ จากนั้นได้ซื้อ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจำนวน1 ซอง ระหว่างที่ตนจ่ายเงินแล้วได้รับเงินทอนมา ตนได้ก่อเหตุหยิบแบงค์ 100 จำนวน 1 ใบ ที่แคชเชียร์ ขณะที่พนักงานกำลังทอนเงิน จึงมีการฉุดกระชากมือกันอยู่สักพัก หลังจากก่อเหตุเสร็จสิ้นตนได้รีบขับรถจยย. กลับบ้านย่านสามัคคี จากนั้นก็ใช้ชีวิตปกติ นำเงินที่ได้จากการก่อเหตุไปซื้อข้าวกินต่อที่หน้าปากซอยบ้าน  ก่อนจะถูกตำรวจจับในวันต่อมา 






นายนันทวัฒน์ กล่าวต่อว่า ตอนนี้ตนรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และขอโทษผู้เสียหาย ยืนยันไม่มีการทำร้ายร่างกายพนักงาน และไม่ได้คิดวางแผนก่อนก่อเหตุ เป็นเหตุการณ์ “เรียลๆ” ซึ่งตอนนั้นในแคชเชียร์พนักงานมีแบงค์ 100 เพียงหนึ่งใบ ตนจึงได้มาแค่นั้น แล้วก็เอาไปซื้อข้าวกิน ปกติแล้วตนไม่ได้ทำงาน ไม่มีงานทำ เป็นคน“เสเพล” ขอตังค์แม่ใช้ทุกวัน วันละ 100-140 บาท ได้มาก็จะเอาไปสิ่งมึนเมา ซื้อบุหรี่สูบ แต่ไม่ได้เสพยาเนื่องจากตนเลิกมานานแล้ว


**** หมายเหต**** เบลอหน้าผู้ต้องหาและแม่ผู้ต้องหาสีน้ำเงิน

 นนทบุรี คืบหน้า สองผัวเมียพาพวกล้อมตบเด็ก ม.3 ย่องเข้ามอบตัวตำรวจ คนเจ็บเชืือยังไร้สำนึก 





จากกรณีเมื่อวันที่ 28 ม.ค.68 ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนจากน.ส.ศรีพร สินลอย อายุ 43 ปี แม่ของน.ส.สุวรรณณา สารภาพ อายุ 16 ปี ซึ่งเป็นผู้เสียหาย ได้ถูกถูกทำร้ายร่างกาย โดยการจิกศีรษะ ผลัก และตบตี โดยมีอาวุธ สนับ มีด,กุญแจมือ จนได้รับบาดเจ็บ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 24 ม.ค. เวลาประมาณ 21.00 น. บ้านเลขที่ 49/61 ซอยงบประมาณ 12 ต.บางพูด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี 





โดยมีภาพจากกล้องวงจรปิดบันทึกภาพเหตุการณ์เวลาประมาณ 21.06 น. บันทึกภาพนางหนูพิศ สวมเสื้อสีเขียวได้ยืนอยู่หลังเสาของอาคาร ส่วนน.ส.สุวรรณณา ผู้เสียหาย ได้นัางเก้าอี้อยู่บริเวณเสาเช่นกัน  โดยนางหนูพิศ ได้ใช้มือจิกหัว น.ส.สุวรรณณา และทำท่าเหมือนลักษณะตบไปที่ใบหน้า 1 ครั้ง ท่ามกลางพวกพ้องกว่า 10 คน ที่พามาล้อมน.ส.สุวรรณณากับเพื่อนประมาณ 6 คน 







เมื่อเวลา 20.00 น. วันที่ 29 ม.ค.68  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางหนูพิศ แก้วกลมรัตน์ อายุประมาณ 40 ปี พร้อมด้วยนายเอ (นามสมมุติ) สองสามีภรรยา เดินทางเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.ปากเกร็ด เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 28 ม.ค.68 ที่ผ่านมา







โดยตำรวจได้ทำการสอบปากคำ แล้วปล่อยตัวชั่วคราว ก่อนนัดมาแจ้งข้อกล่าวหา ทำร้ายร่างกาย เนื่องจากอยู่ระหว่างประสานสหวิชาชีพเข้าร่วมสอบปากคำ น.ส.สุวรรณณา ซึ่งเป็นเยาวชน อายุ 16 ปี 


ทีมข่าวได้ติดต่อนางหนูพิศ  และสามี ทางโทรศัทพ์มือถือ แต่ทั้งคู่ไม่สะดวกให้สัมภาษณแต่อย่างใด


น.ส.สุวรรณณา กล่าวว่า วันนี้หลังจากที่ข่าวนำเสนอลงไปหลายสื่อเรื่องที่ตนร้องเรียน ปรากฏว่าทางกลุ่มผู้ก่อเหตุได้มีการโพสต์เฟซบุ๊ก แชร์ข่าว ต่อว่าตนแบบไร้จิตสำนึก ไม่เกรงกลัวกฏหมายทั้งที่ไปเข้าพบตำรวจแล้ว ตนมองว่าไม่มีท่าทีจะสำนึกผิด ตัวเองใหญ่โต ไม่มีการโทรมาพูดคุย  ซึ่งเรื่องนี้เพื่อนตนก็เห็นเหมือนกันว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุนั้นได้โพสต์และคอมเม้นต์ต่างๆนาๆ เพื่อนตนก็รู้สึกไม่โอเคเช่นเดียวกัน 


น.ส.สุวรรณณา กล่าต่อว่า ต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดเริ่มจาก “ต้นข้าว” น้องที่รู้จักของตน ซึ่งมีน้องแท้ๆ เรียนอยู่ชั้น ป.4 ถูกคนชื่อ “แป้ง” ตบหน้าโดยไม่ทราบสาเหตุ ทำให้ต้นข้าวไม่พอใจ จึงไปบอกกับรุ่นพี่ ซึ่งก็คือตนเอง พอรู้เรื่องตนก็พาพวกไปหาคนชื่อแป้งเพื่อพูดคุย ถามเหตุผลว่าไปตบน้อง ป.4 ทำไม ซึ่งวันนั้นทุกอย่างก็จบลงด้วยดี ไม่มีปัญหาอะไร แต่วันต่อมา อยู่ๆ ฝั่งของแป้งก็นัดให้ไปเคลียร์ปัญหากันอีกครั้ง ตอนแรกก็นึกว่าจะคุยกันตามปกติ แต่พอไปถึง ปรากฏว่าฝั่งของแป้งพาพรรคพวกที่เป็นผู้ใหญ่อายุระดับพ่อแม่มาด้วย รวมถึงพ่อแม่ของแป้งก็มาด้วย 


สุวรรณณา เล่าต่อว่า ตอนที่พูดคุยกัน ผู้ใหญ่ฝั่งของแป้งดูเหมือนจะเข้าข้างลูกของตัวเอง และแทนที่จะเป็นเด็กเคลียร์กันเอง กลับกลายเป็นว่าผู้ใหญ่เข้ามาทำร้ายร่างกายเด็กแทน ซึ่งคนที่ถูกทำร้ายก็คือตัวเอง หลังจากถูกทำร้าย ตนก็กลับบ้าน แล้วรีบไปแจ้งความที่ สภ.ปากเกร็ด แต่เรื่องที่ทำให้ตนตกใจคือ หลังจากแจ้งความแล้ว แม่ของแป้งกลับโทรมาหาตนแล้วพูดว่า ‘ที่ตบเพราะไม่ชอบที่หนูมองจิก เป็นเด็กจะมามองผู้ใหญ่แบบนั้นได้ยังไง’”


น.ส.ศรีพร กล่าวว่า หลังจากทราบข่าวว่าผู้ก่อเหตุมอบตัวกับตำรวจแล้ว ก็อยากให้มาพูดคุยกันดีๆ ใครผิดถูกก็ว่ากันไป ไม่อยากให้มีปัญหาค้างคา พูดคุยให้รู้เรื่อง จบกันด้วยดี ซึ่งตอนนี้ทางตำรวจยังไม่ได้โทรหาว่าต้องทำอย่างไรต่อ ตอนนี้ก็คงต้องรอทางตำรวจติดต่อกลับมา 


 ตำรวจไซเบอร์จับคนร้ายหลอกขายคอนเทนเนอร์ให้ “อิน บูโดกัน” ย้ำก่อนซื้อสินค้าออนไลน์ ควรตรวจสอบให้ถี่ถ้วน หากไม่มั่นใจตรวจสอบได้ที่แอปพลิเคชัน Cyber Check



  พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบช.สอท.) สั่งการให้ตำรวจไซเบอร์ทุกกองบังคับการเฝ้าระวังและตรวจสอบจับกุมคดีอาชญากรรมไซเบอร์ที่มีประชาชนได้รับความเสียหายในทุกคดี ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าคดีออนไลน์ที่มีการแจ้งความในระบบรับแจ้งความออนไลน์สูงสุด ยังคงเป็นการหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ ที่มีความเสียหายจำนวนมหาศาล จึงเน้นย้ำให้ตำรวจไซเบอร์สืบสวนจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีอย่างต่อเนื่อง 



  ล่าสุด พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ คล้ายคลึง ผบก.สอท.1 รรท.ผบก.3 เปิดเผยว่า ตำรวจไซเบอร์ กก.1 บก.สอท.3 นำโดย พ.ต.อ.อภิรักษ์ จำปาศรี ผกก.1 บก.สอท.3 จับกุมผู้ต้องหาฉ้อโกงหลอกลวงขายของออนไลน์ได้อีกราย ได้แก่ น.ส.อังคณาฯ อายุ 49 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ข้อหา “ฉ้อโกงประชาชน และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน” หลังจากได้รับแจ้งความจาก นางสาวณัฐรินภรณ์ พรหมมินทร์ หรือ อิน บูโดกัน อดีตนักร้องดัง ว่า เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2567 ตนต้องการซื้อคอนเทนเนอร์มือสอง และได้พบผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ "Kiekie Container (ซื้อ-ชายต้อนเทนเนอร์ทุกสภาพ)" ประกาศขายผ่าน Facebook marketplace จึงเกิดความสนใจติดต่อทางข้อความเพื่อขอซื้อสินค้า ตกลงราคากันเป็นจำนวน 69,000 บาท และค่าส่ง 6,000 บาท ซึ่งทางร้านให้ชำระมัดจำเป็นเงิน 28,000 บาท และค่าส่ง 6,000 บาท รวมเป็นเงิน 34,000 บาท จึงหลงเชื่อจึงโอนเงินไปยังบัญชีธนาคาร ชื่อบัญชี น.ส.อังคณาฯ จากนั้นวันที่ต้องจัดส่งของทางผู้ใช้เฟซบุ๊กก็เงียบหายไป และได้บล็อกผู้เสียหายทำให้ไม่สามารถติดต่อไป จึงเชื่อว่าเป็นมิจฉาชีพหลอกลวง น่าจะถูกหลอกลวง ทำให้ได้รับความเสียหาย จึงได้มาแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กก.1 บก.สอท.3 ให้ดำเนินคดีกับคนร้ายตามกฎหมาย



  ต่อมา พ.ต.อ.อภิรักษ์ฯ พร้อมตำรวจไซเบอร์ กก.1 บก.สอท.3 สืบสวนทราบว่าคนร้ายคือ น.ส.อังคณาฯ พักอาศัยอยู่ในพื้นที่ อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี จึงรวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติศาลอาญาออกหมายจับข้อหา จากนั้นวันที่ 29 มกราคม 2568 ที่ผ่านมา พ.ต.ท.ประภาส ถ้ำเหม รอง ผกก.1 บก.สอท.3 และ พ.ต.ท.ภัทรเดช ภัทรบุตรเพชร รอง ผกก.1 บก.สอท.3 และ พ.ต.ต.ชิต จันท่าม่วง สว.กก.1 บก.สอท.3 ได้นำกำลังพร้อมหมายจับดังกล่าวไปจับกุม น.ส.อังคณาฯ ได้ที่บ้านพัก หมู่ที่ 9 ต.มิตรภาพ อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี จากการสอบสวนเบื้องต้นผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ จึงควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน กก.1 บก.สอท.3 ดำเนินคดีและขยายผลในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป



  ในวันนี้ น.ส.ณัฐรินภรณ์ฯ หรือ อิน บูโดกัน ได้เดินทางเข้าพบ พล.ต.ต.ชัชปัณฑกานฑ์ฯ และ พ.ต.อ.อภิรักษ์ฯ เพื่อแสดงความขอบคุณตำรวจไซเบอร์ที่ช่วยติดตามจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดี ทำให้เห็นว่าตำรวจไซเบอร์เป็นที่พึ่งของประชาชนอย่างแท้จริง

  พล.ต.ต.ชัชปัณฑกานฑ์ฯ ยืนยันว่า ตำรวจไซเบอร์ติดตามจับกุมทุกคดี ทุกเคสไอดี ที่ได้รับแจ้งความ และที่ผ่านมาแม้ไม่เป็นกระแสข่าว แต่มีผลการจับกุมอย่างต่อเนื่อง พร้อมกันนี้ ขอฝากเตือนพี่น้องประชาชน ก่อนสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ควรตรวจสอบให้ละเอียดถี่ถ้วน เช่น ความโปร่งใสของเพจ จำนวนผู้ติดตาม บัญชีปลายทาง เป็นต้น                        หากไม่มั่นใจสามารถนำเพจและบัญชีปลายทางตรวจสอบได้ที่แอปพลิเคชัน Cyber Check หรือโทรปรึกษาสายด่วน 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง 

  ผลการปฏิบัติดังกล่าวภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท. พล.ต.ต.อรรถสิทธิ์ สุดสงวน รอง ผบช.สอท. , พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ รอง ผบช.สอท. , พล.ต.ต.นิเวศน์ อาภาวศิน รอง ผบช.สอท. , พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช.น.รรท.รอง ผบช.สอท., , พล.ต.ต.อรุษ แสงจันทร์ รอง ผบช.สยศ.ตร.รรท.รอง ผบช.สอท. และ พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ คล้ายคลึง ผบก.สอท.1 รรท.ผบก.สอท.3


 นนทบุรี  ชายคิดสั้นเขียนจม.ลาตายขอโทษพ่อแม่ดิ่งคอนโดตายพร้อมงู3ตัว





   เมื่อเวลา 16.00 น.วันที่ 30 มกราคม 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.เมืองนนทบุรี ได้รับแจ้งเหตุ ชายพลัด ตกคอนโดมิเนียมชั้น 18 อาคาร A ห้อง 49/342 เสียชีวิต เหตุเกิดภายในคอนโดแห่งหนึ่ง ตำบลตลาดขวัญ อำเภอเมืองจังหวัดนนทบุรี สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เจ้าหน้าที่มูลนิธิป่อเต็กตึ้งรีบตรวจสอบ





    ที่เกิดเหตุเป็นคอนโดมิเนียมสูง 18 ชั้น ตรวจสอบห้องดังกล่าวพบว่าประตูล็อคจากด้านในช่างไม่สามารถเปิดห้องได้ต้องให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยปีนห้องข้างๆไปเปิดจากด้านหลังห้องของผู้พักอาศัย บริเวณชั้นล่างด้านหลังตึกดังกล่าวพบศพผู้เสียชีวิตทราบชื่อคือนาย สถิตย์ชัย โชคทรัพย์ อายุ 22 ปี ที่อยู่ 24 หมู่ที่ 7 ต.เจริญศิลป์ อ.เจริญศิลป์ จ.สกลนคร อาศัยอยู่ห้องดังกล่าวได้แค่เพียง 2 วัน นอนคว่ำหน้า สวมเสื้อยืดสีขาว ใส่กางเกงขาสั้นน้ำเงิน สภาพศพ ขาขาดทั้ง 2 ข้าง ขาขาดบนหลังคา 1 ข้างอยู่ข้างกำแพง 1 ข้าง บริเวณใกล้ศีรษะผู้เสียชีวิต พบงู สวยงามขนาดใหญ่ นอนตายอยู่ 1 ตัว บริเวณข้างศีรษะ ด้านซ้าย พบงู สีขาว นอนตาย 1 ตัว บริเวณข้างศีรษะด้านขวา พบงูสีเหลืองขนาดใหญ่เสียชีวิต อยู่ภายในถุง จำนวน 1 ตัว รวมทั้งหมด 3 ตัว




    ตรวจสอบภายในห้องพบจม.ลาตายเ.ขียนระบุข้อความว่า “ขฮโทษทุกคนกับรื่องที่ผมทำ ขฮโทษพระอาจารย์ทุกท่านที่ผมทำเรื่องไม่ดีลงไป ขอโทษพ่อแม่ญาติพี่น้องทุกคนที่ผมนำแต่ปัญหามาให้ ผมขอชดใช้ด้วยชีวิตของผมเอง “




    จากการสอบถามนายวันชัย แย้มฟักเจ้าหน้าที่อาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง กล่าวว่า ตนได้รับแจ้งเหตุจากซูนย์กู้ชีพพระนั่งเกล้า รปภ.ของคอนโดแจ้งว่ามีคนพลัดตกจากตึกสูงประมาณ 10 ชั้น แรงกระแทกทำให้ขาขาดทั้ง 2 ข้าง ตอนนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบ ซึ่งข้างลำตัวของผู้เสียชีวิตมีงูตกลงมาด้วย ประมาณ 3 ตัว ซึ่งเป็นงูเลี้ยงไม่เป็นอันตราย 




  เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ตรวจสอบที่เกิดเหตุอย่างละเอียดและจะหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป


 นนทบุรี โผล่หลายราย เหยื่ออู่ซ่อมรถดังบางใหญ่ร้องเพจปทุมต้องรอดถูก ฉ้อโกง-ยักยอกทรัพย์ มูลค่ารวมกว่า 5 ล้าน 





เมื่อวันที่ 30 ม.ค.68 ที่ สภ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี นายนพดล พีชะพัฒน์ อายุ 47 ปี พร้อมด้วยนายโกมล บางแก้ว อายุ 35 ปี ที่ปรึกษาเพจ "ปทุมต้องรอด" ได้นำผู้เสียหายกว่า 3 รายเข้าพบตำรวจ เพื่อติดตามคดีและแจ้งความดำเนินคดีกับอู่ซ่อมรถชื่อดังย่านบางใหญ่หลังได้รับร้องเรียนจากผู้เสียหายกว่า 10 รายว่า ถูกอู่ดังกล่าวฉ้อ โกงและยักยอกทรัพย์ มูลค่ารวมกว่า 5 ล้านบาท






ทั้งนี้มีผู้เสียหายบางรายที่ไม่ประสงค์แจ้งความเนื่องจากหมดความหวังในการติดตามทรัพย์สินอย่างไรก็ตาม ทางเพจ "ปทุมต้องรอด" ได้เข้ามา ช่วยเหลือ พร้อมพาผู้เสียหายเข้าพบ พ.ต.อ.รณภัฏ ทับทิมธงไชย ผกก.สภ.บางใหญ่ และ พ.ต.ท.เทวกฤต มณีรัตน์ รอง ผกก. (สอบสวน) สภ.บางใหญ่ เพื่อติดตามความคืบหน้าคดี และผลักดันให้มีการดำเนินคดีกับเจ้าของอู่ซ่อมรถดังกล่าว





นายภัคพล เจริญสันติสุข อายุ 24 ปี ผู้เสียหาย เจ้าของรถยนต์ยี่ห้อ BMW รุ่น E30 กล่าวว่า  ย้อนไปประมาณ 4 ปีที่แล้ว เมื่อวันที่ 28 ก.ย.63 ตนได้ซื้อรถ BMW รุ่น E30 ในราคา 180,000 บาท แต่พบว่ารถถูกเปลี่ยนเครื่องยนต์และสีมา จึงต้องการปรับสภาพกลับเป็นของเดิม โดยนำรถเข้าซ่อมที่อู่ชื่อดังในย่านบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นอู่ที่ได้รับความนิยมในโซเชียลและมีดาราใช้บริการ อย่างเช่น ”เต๋า สมชาย“ โดยมีการโพสต์ลงเพจอยู่   ตนได้ตกลงค่าซ่อมกับเจ้าของอู่ที่ 1,100,000 บาท โดยชำระเงินไปแล้ว 950,000 บาท และจะจ่ายส่วนที่เหลือ 200,000 บาท เมื่อรถเสร็จ ตามสัญญาที่กำหนดไว้ว่าต้องส่งมอบรถภายในวันที่ 30 มีนาคม 2564 อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงกำหนด เจ้าของอู่กลับอ้างว่าทำไม่เสร็จเพราะโควิด และต่อมาก็ให้เหตุผลอื่น ๆ เช่น ลูกน้องลาออก จนเวลาผ่านไปกว่า 4 ปี รถยังไม่เสร็จ ต่อมาวันที่ 14 เม.ย.67 ตนไปดูรถที่อู่และพบว่าเครื่องยนต์เก่าหายไป โดยพนักงานแจ้งว่าเจ้าของอู่ได้นำไปขายแล้ว ทำให้ต้องเข้าแจ้งความที่ สภ.บางใหญ่ ในข้อหายักยอกทรัพย์ ต่อมาในเดือนก.ย.67 พบว่ารถถูกย้ายออกจากอู่ไปแล้ว พยายามติดต่อเจ้าของอู่แต่ถูกเพิกเฉย หลังจากตามหารถนานถึง 4 เดือน ไม่พบเบาะแส จึงขอความช่วยเหลือจากเพจ “ปทุมต้องรอด” ซึ่งสามารถตามหารถให้เจอภายใน 2 วัน รถถูกพบอยู่ในบ้านหลังหนึ่งย่านลำลูกกา คลอง 6 จังหวัดปทุมธานี เมื่อผู้เสียหายเดินทางไปพบรถ ดีใจจนร้องไห้ แต่เจ้าของบ้านปฏิเสธที่จะคืนรถ อ้างว่าให้ไปตกลงกันในศาล แม้ตำรวจพยายามไกล่เกลี่ยก็ไม่เป็นผล





นายภัคพล กล่าวต่อว่า ตอนนี้ตนเดือดร้อนมาเนื่องจากทางอู่เรื้อรถจนไม่เหลือเครื่องแล้ว อะไหล่หายหมด ค่าอะไหล่เสียหายกว่า 3-4 แสนบาท วันนี้จึงมาติดตามความคืบหน้าคดี  แต่ไม่เห็นมีหมายเรียกและหมายจับไปที่เขา สาเหตุที่ตนตัดสินใจมาทำที่อู่นี้เพราะว่าตามมาจาก “พี่เต๋า สมชาย” ซึ่งรถพี่เต๋าทำสวยและดีมากเลยตามมา  ซึ่งหลังจากที่ตนออกสื่อไปปรากฏว่ามีผู้เสียหายเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องรถของอู่นี้เกิน 10 คน แต่บางคนก็ไม่ยอมเอาเรื่องเพราะว่ากลัวเสียเวลา จากที่คุยกับผู้เสียหายบางคนเค้ายอมเสียค่าโง่จำนวนหลักแสนดีกว่ามานั่งตามเรื่องแต่ผู้เสียหายบางคนก็ไม่ยอมความ พฤติกรรมของทางอู่ถ้ามีผู้เสียหายมาแจ้งความก็จะเปลี่ยนอู่ย้ายไปเรื่อยๆ ถ้าเป็นไปได้อยากให้ทางเจ้าของอู่เข้ามาคุยกันเพราะว่าตนก็รักรถคันนี้และเสียดายอะไหล่ ตนอยากได้อะไหล่รถคืน อยากให้ออกมารับผิดชอบ





นายกร (นายสมมุติ) ผู้เสียหาย อายุ 41 ปี ผู้เสียหาย เจ้าของรถยนต์ยี่ห้อ BMW รุ่น 318 E36 ทะเบียน กข 8881 นครนายก สีแดง เปิดเผยว่า รถคันนี้ซึ่งเป็นรถยนต์ที่ตนใฝ่ฝันอยากได้มาตั้งแต่เด็ก โดยตนได้ซื้อรถยนต์คันนี้มาจากเจ้าของรถประมาณ 80,000 บาท โดยที่ตนยังไม่ได้เจอรถยนต์เนื่องจากทำงานอยู่ต่างประเทศ จากนั้นก็ได้เห็นอู่รถยนต์ดังกล่าว โปรไฟล์ดีจากทางเฟซบุ๊ก จึงทักไปหาเพื่อที่จะให้ทางอู่ทำสีรถ ล้อรถ ชุดแต่ง เก็บงานภายในรถ โดยคุยตกลงราคาอยู่ประมาณ 150,000 บาท จึงประสานเจ้าของรถที่ตนซื้อขายนำรถไปทิ้งไว้ที่อู่เพื่อทำการซ่อมเก็บงานต่างๆตามที่ระบุไว้ โดยตนได้จ่ายค่าใช้จ่ายแบ่งเป็นยอดโอน  โดยมีกำหนดซ่อมเสร็จที่เดือน ธ.ค.66 ระหว่างที่ซ่อมได้มีการแบ่งจ่ายเป็นทั้งหมด 4 งวด โดยโอนให้จำนวนเงิน 13,300 บาท 50,000 บาท และ 30,000 บาท จำนวน 2 ครั้ง รวมเป็นยอด 123,300 บาท ส่วนที่เหลือมีการพูดคุยไว้ว่าจะจ่ายให้ครบก็ต่อเมื่อรถเสร็จแล้วได้รถคืน แต่ปรากฏว่าเมื่อช่วงเดือน ธ.ค.66 ตนได้กลับจากต่างประเทศแล้วเดินทางเข้าไปดูรถพบว่ารถของตนยังไม่มีการซ่อมแซมตามที่พูดคุยแต่อย่างใด สภาพเหมือนเดิมทั้งหมด ตอนนั้นตนไม่กล้าเข้าไปด้านในอู่กลัวเรื่องของการบุรุกพื้นที่ จึงเดินทางกลับ แล้วก็ไปทำงานต่างประเทศต่อ ระหว่างที่ไปทำงานก็ได้ติดต่อไปที่อู่แต่ก็ไม่ได้รับการติดต่อกลับแต่อย่างใด และยังไม่ได้เข้าแจ้งความเนื่องจากอยู่ต่างประเทศ





นายกร กล่าวต่อว่า จนกระทั่งล่าสุดเดือนนี้ ตนได้เดินทางกลับมาประเทศไทยอีกครั้ง จึงได้มีเวลามาตามเรื่องรถยนต์ปรากฏว่าอู่ดังกล่าวได้ปิดไปแล้ว และรถตนก็ไม่ได้อยู่ที่อู่แล้ว ซึ่งตอนแรกตนถอดใจว่าจะไม่ตามเรื่องต่อ แต่ปรากฏว่าทางเพจ ปทุมต้องรอด ได้ติดตามเรื่องดังกล่าวอยู่ แล้วมีผู้เสียหายอีกหลายรายที่ถูกกระทำลักษณะนี้ จึงได้ติดต่อไปทางเพจ และทางเพจก็ให้การช่วยเหลือวันนี้พาตนมาแจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าของอู่ และได้พบพูดคุยกับผกก.สภ.บางใหญ่ ได้อำนวยความสะดวก พร้อมติดตามคดีให้ ทั้งนี้ตนยังได้รับข่าวสารมาจากกลุ่มรถแต่งว่ามีคนเจอรถยนต์ของตนอยู่ที่เต๊นท์รถแห่งหนึ่ง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรอเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบว่ามีการขายต่อไปหรือไม่อย่างไร 


ด้านอารัญ หงษ์ทอง หรือนายโอ๊ค อายุ 25 ปี ผู้เสียหาย กล่าวว่า ตนได้นำรถไปแต่งกับอู่แห่งหนึ่งทั้งหมดสองคัน โดยมีการวางเครื่องและเปลี่ยนชุดแต่งเป็น BMW 30 คูเป้ ใช้เวลาทำประมาณ 4-5 เดือน ซึ่งระหว่างนั้นทางอู่มีการอัปเดตความคืบหน้าให้ตลอด จากความไว้วางใจนี้ ตนจึงตัดสินใจฝากทางอู่ให้ซื้อรถเพิ่มอีกหนึ่งคัน เป็นรถ Mercedes-Benz รุ่น R170 โดยได้จ่ายเงินไป 500,000 บาท หลังจากนั้นจึงนำรถไปทำต่อที่ร้าน ต่อมาทางร้านได้นำรถอีกคันมาส่งให้ที่บ้าน โดยแจ้งว่าให้ใช้คันนี้ไปก่อน เนื่องจากรถทั้งสองคันยังทำไม่เสร็จ ตนจึงนำมาใช้ประมาณ 2-3 สัปดาห์ ก่อนจะนำไปคืนตามที่อู่แจ้งว่ารถกำลังจะเสร็จแล้ว


อย่างไรก็ตาม เมื่อตนเดินทางไปที่อู่ กลับพบว่ารถยังไม่เสร็จ โดยทางอู่แจ้งว่ากำลังเปลี่ยนไฟท้ายให้ และเพิ่งสั่งไฟท้ายมา ตนจึงตัดสินใจไม่รอต่อ และพยายามนำรถกลับ แต่หลังจากนั้นกลับไม่สามารถติดต่อทางอู่ได้อีกเลย เมื่อตนพยายามติดต่อเจ้าของเดิมของรถเบนซ์คันดังกล่าวเพื่อสอบถาม จึงทราบว่า ทางอู่แจ้งกับเจ้าของเดิมว่า ตั้งแต่ตนนำรถเบนซ์มาใช้ ยังไม่ได้จ่ายค่ารถ ส่งผลให้เจ้าของเดิมนำรถกลับไป ขณะที่เงิน 500,000 บาท ที่ตนจ่ายไปกลับอยู่กับเจ้าของอู่ ขณะนี้เจ้าของอู่ยังคงไม่ติดต่อกลับมา และเงินค่ารถเบนซ์ของตนก็หายไปกับอู่ดังกล่าว 


ด้านพ.ต.อ.รณภัฏ ทับทิมธงไชย ผกก.สภ.บางใหญ่ เปิดเผยว่า ทางด้านคดีวันนี้ทางตำรวจได้มีการประสานผู้เสียหาย ถึงความคืบหน้าคดี พร้อมทั้งรับแจ้งความและสอบปากคำกับผู้เสียหายที่ยังไม่ได้มีการแจ้งความ โดยตำรวจดำเนินตามขั้นตอนกฏหมายถึงที่สุด ซึ่งมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดทางตำรวจได้ทำการออกหมายเรียกเจ้าของอู่ซ่อมรถในข้อหา ยักยอกทรัพย์ และฉ้อโกง โดยทางเจ้าของรถได้มีการประสานทนายความขอเลื่อนนัดพนักงานสอบสวน ทางตำรวจจึงได้เร่งรัดพูดคุยกับทนายความดังกล่าวให้เข้ามาพบตำรวจตามนัดหมาย เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนกฏหมายต่อไป โดยผู้เสียหายบางรายประสงค์อยากเข้าพูดคุยเจรจาค่าเสียหายกับเจ้าของอู่ อย่างไรก็ตามทางตำรวจบางใหญ่ประชาสัมพันธ์หากใครถูกอู่รถดังกล่าวกระทำความผิด ตามพฤติกรรม ข้างต้น  สามารถเดินทางแจ้งความได้ที่สภ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี หรือ สภ.ที่เกิดเหตุ ได้