วันศุกร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2561

วันพุธ ที่ 10 ตุลาคม 2561เวลา 10.30 น.
นางสาว พิมพิศา  กุลวานิช
ปลัดอำเภอเมืองสมุทรสาคร
นายพูนศักดิ์ นิลเภตรา ผู้ใหญ่บ้าน หมู่2 
นายไพโรจน์  วงษ์ไล ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่1
ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน สารวัตรกำนัน เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองท้องที่ ตำบลนาโคก
นายปิติกร ประทุมชาติ วิศวกรปฏิบัติการ สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรสาคร
ร.อ.ทรัพย์ตพล เอี่ยมเจริญ
รองปลัด อบต.นาโคก และ ผู้แทนสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสมุทรสาคร
ตัวแทนภาคประชาชน และสื่อมวลชน
         ร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานของ
นายกษิดิ์เดช พูนเพิ่มสิริกุล ประกอบกิจการหล่อหลอมโลหะหนัก พื้นที่หมู่ 2 ถ.เอกชัยสายเก่า ต.นาโคก อ.เมืองจ.สมุทรสาคร หลังได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านว่า โรงงานได้ปล่อยกลิ่นเหม็น หมอกควัน ฝุ่นละออง และน้ำเสีย ส่งผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบพื้นที่
มีนายประสิทธิ์ คำจันทร์ รักษาการผู้จัดการของโรงงาน ให้ข้อมูลแก่เจ้าหน้าที่ว่าโรงงานแห่งนี้ นายหยาง ซึ่งเป็นชาวจีน ได้มาเช่าทำกิจการต่อจากนายกษิดิ์เดช
        👉ตรวจสอบพบว่าด้านในโรงงานมีกลิ่นเหม็นแสบจมูกที่มาจากวัตถุดิบ ที่ถูกเก็บกองไว้ในพื้นที่ พบถุงกรองฝุ่นจากระบบขจัดมลพิษทางอากาศที่ชำรุด และบางส่วนไม่พร้อมใช้งาน  เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดกลิ่นเหม็น หมอกควัน และฝุ่นละออง ตามที่ชาวบ้านร้องเรียน
       📌👉บริเวณด้านหลังโรงงาน มีการนำกากอุตสาหกรรม
ของเสียจากการผลิตซึ่งมีความวาวคล้ายแก้วมาถมที่ดินเป็นจำนวนมาก มีการจัดเก็บฝุ่นละอองจากการหลอมที่บรรจุในถุงบิ๊กแบ็ค  วางอยู่พื้นที่โล่งภายนอกอาคาร
      📌👉บ่อพักน้ำที่ใช้ผ่านขบวนการผลิตเตาหลอม ยังไม่มีระบบบำบัดน้ำเสีย 
มีการเจาะรูระบายน้ำทิ้งสู่แหล่งน้ำสาธารณะโดยตรงแบบที่ไม่ผ่านการบำบัด ส่วนบ่อล้างวัตถุดิบใช้สูบน้ำจากคลองสาธารณะด้านข้างโรงงานมาใช้  และปล่อยไหลลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะแบบไม่ผ่านการบำบัดเช่นกัน
     📌👉ใบอนุญาตประกอบกิจการ โรงงาน หรือ (รง.4 )  เลขที่  จ3-60-13/39สค
ได้มีการขออนุญาตตั้งแต่ 28 ต.ค. 2539
แจ้งที่ตั้งอยู่ ณ เลขที่ 81 ถ.เอกชัยสายเก่า หมู่ที่ 1 ต.นาโคก อ.เมือง จ.สมุทรสาคร
แต่โรงงานตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่ 2 ต.นาโคก ซึ่งไม่ตรงกัน

       📌👉 นายปิติกร จึงแจ้งให้ทางโรงงานหยุดปรับปรุงให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน  และ  ต้องแจ้งทางสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรสาคร
ก่อนที่จะกลับมาดำเนินกิจการ เพื่อจะให้หน่วยงานกรมควบคุมมลพิษ มาวัดค่ามลพิษทางอากาศด้วย ส่วนระบบน้ำที่ปล่อยลงแหล่งน้ำสาธารณะ
ให้แก้ไขทำระบบบำบัดไม่ให้มีน้ำรั่วไหล  และให้โรงงานเขียนแบบแปลนเครื่องจักรส่งให้ตรวจสอบ
        และแจ้งการเก็บกากอุตสาหกรรมจะต้องเก็บกองอยู่ภายในอาคารทั้งหมด ป้องกันน้ำฝนชะล้างลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ และต้องมีการส่งกำจัดที่ถูกต้อง
       📌👉พร้อมดำเนินคดี เรื่องใบขออนุญาตกักเก็บสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช่แล้วบริเวณโรงงานจำนวนประมาณ 30 ตัน หมดอายุมาตั้งแต่วันที่ 19 ก.ค. 2561
       📌👉ส่วนใบอนุญาต (รง.4)ที่มีปัญหาเรื่องที่ตั้งในเอกสารไม่ตรงกัน
ให้ทางโรงงานนำเอกสารมาชี้แจงเพื่อตรวจสอบอีกครั้ง
       📌👉และ มีตัวแทนชาวบ้าน ต.นาโคก ได้มีการยื่นหนังสือถึงสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรสาคร อบต.นาโคก กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 2 ต.นาโคก ให้ช่วยแก้ปัญหาเรื่องมลพิษที่ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนมากว่า 3 ปี โดยยึดหลักความถูกต้องและการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่และวันนี้ เจ้าหน้าที่อุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรสาคร ได้นำหมาย มาติดประกาศ
ที่โรงงานกษิเดช 









วันพฤหัสบดีที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2561


การขึ้นทะเบียนสุนัข
ดร.สาธิต  ปรัชญาอริยะกุล
เลขาธิการและผู้อำนวยการสมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย

หลังจากที่ครม.เห็นชอบร่างกฎหมาย เลี้ยงหมาแมวต้องขึ้นทะเบียนฝ่าฝืนโทษปรับ 2.5 หมื่น สำหรับ
ข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าวนั้น ขณะนี้ได้มีการเสนอให้แก้ไขพระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2557 โดยมีผู้ยื่นเสนอแก้ไข 2 กลุ่ม ประกอบด้วย
1. สนช. มีสาระสำคัญ คือ กำหนดให้ราชการส่วนท้องถิ่นออกข้อบัญญัติท้องถิ่นและให้เจ้าของสัตว์นำสัตว์เลี้ยงมาขึ้นทะเบียน (เพิ่มเติมใน มาตรา 22/1) โดยถ้าเจ้าของสัตว์ฝ่าฝืนข้อบัญญัติท้องถิ่น ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท (เพิ่มเติมในมาตรา 32/1) และให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันถัดจากแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
2. กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะรัฐมนตรี มีสาระสำคัญคือกำหนดให้ราชการส่วนท้องถิ่นออกข้อบัญญัติท้องถิ่นและให้เจ้าของสัตว์มาแจ้งเพื่อขอขึ้นทะเบียน โดยกำหนดให้รายได้จากค่าธรรมเนียมและค่าปรับเป็นของราชการส่วนท้องถิ่น (เพิ่มหมวด 5/1 มาตรา 21/1 มาตรา 21/2และมาตรา 21/3) และให้กำหนดเพิ่มเติม นิยามเจ้าพนักงานท้องถิ่น (แก้เพิ่มมาตรา 7) โดยให้มีผลใช้บังคับ ภายใน 180 วันนับแต่การประกาศในราชกิจจานุเบกษา ถ้าเจ้าของสัตว์ฝ่าฝืน ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 25,000 บาท และกำหนดอัตรา ค่าธรรมเนียม 1) คำร้องขอขึ้นทะเบียน ฉบับละ 50 บาท 2) สมุดประจำตัวสัตว์ ฉบับละ 100 บาท 3) เครื่องหมายประจำตัวสัตว์ ตัวละ 300 บาท
สาเหตุที่มาของการแก้ไข เนื่องจากสภาพปัญหาการทิ้งสุนัขและแมวในที่สาธารณะเป็นจำนวนมาก ซึ่งสาเหตุอาจจะเกิดจากการที่เจ้าของไม่ประสงค์จะดูแล สัตว์เหล่านั้นจึงนำมาปล่อย อาจจะเกิดปัญหาสัตว์จรจัด โรคระบาดสัตว์และอันตรายที่เกิดจากสัตว์จรจัดนั้นและไม่มีผู้รับผิดชอบ
ซึ่งทั้งสองร่างนั้นหลังจากนี้ต้องผ่านความคิดเห็นของหน่วยงานที่รับผิดชอบ กฤษฎีกา เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป หลังจากนั้นจะนำมาสู่การบรรจุเข้าวาระการประชุมเพื่อพิจารณารับหลักการในวาระที่ 1 ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และต้องตั้งคณะกรรมมาธิการพิจารณา โดยใช้(ร่าง) แก้ไข ที่คณะรัฐมนตรีเสนอเป็นหลัก และใช้ (ร่างของสนช.พิจารณาร่วมด้วย) จึงจะประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป


เมื่อพิจารณา ทั้งสองร่างแล้วพิจารณา เห็นว่า
1. การกระจายอำนาจให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นสิ่งที่ดี เพราะท้องถิ่นแต่ท้องถิ่นมีสภาพความแตกต่างที่หลากหลาย ตามบริบท ในเชิงพื้นที่วัฒนธรรมและวิถีชีวิต เช่น ปัญหาการเลี้ยงสัตว์ในเมืองและนอกเมืองมีความแตกต่างกัน การกระจายอำนาจก็เป็นเจตนารมณ์และจุดมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญและการปกครอง แต่ก็ต้องพิจารณาถึงความพร้อม ความเหมาะสม ศักยภาพ งบประมาณ และบุคลากร ของแต่ละท้องถิ่นด้วยโดยเฉพาะ ความรู้ความสามารถและประสบการณ์เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาเรื่องสัตว์ในแต่ละท้องถิ่นด้วย
2. อัตราโทษ ปรับไม่เกิน 25,000 บาท สำหรับการไม่นำสัตว์มาขึ้นทะเบียน และ 450 บาทสำหรับค่าธรรมเนียมในการขึ้นทะเบียนสัตว์นั้นควรจะพิจารณาให้ละเอียดรอบคอบ ถึงแนวทางการปฏิบัติที่ชัดเจน มีมาตรฐาน เพราะถึงแม้จะเป็นอัตราที่สูงสุดก็ตาม (สามารถปรับได้ตั้งแต่ 1บาทถึง 25,000) แต่เมื่อพิจารณาอัตราโทษสูงสุด ก็ค่อนข้างสูงมาก อาจจะกระทบถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชนมากจนเกินความจำเป็นโดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยและมีสัตว์อยู่ในครอบครองจำนวนมาก จะนำมาสู่ปัญหาการทิ้งสัตว์มากยิ่งขึ้น ดังนั้นถ้าจะมีการเปรียบเทียบปรับจริง หลังการประกาศใช้กฎหมาย 1 ปี ควรให้มีการนำสัตว์มาขึ้นทะเบียนโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ เพื่อเพิ่มแรงจูงใจ หลังจากนั้นค่อยปรับในอัตราที่น้อยไปหาหนัก จะทำให้ประชาชนรับรู้ และมีความพร้อมมากยิ่งขึ้น ดังนั้นมาตรการรองรับในเชิงรุกที่เป็นรูปธรรมจึงมีความสำคัญและจำเป็น โดยเฉพาะในเรื่องของความชัดเจนของกรอบอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบ งบประมาณ บุคลากรและวิธีการจึงเป็นเรื่องที่สำคัญควบคู่กัน
3. การขึ้นทะเบียนสัตว์นั้น เป็นแนวทางหนึ่งของการแก้ปัญหาสัตว์เลี้ยง เพื่อให้เจ้าของสัตว์มีความรับผิดชอบต่อสัตว์ของตนและปฏิบัติต่อสัตว์และผู้อื่นได้อย่างถูกต้องมากยิ่งขึ้น  และสำหรับสัตว์จรจัดจะได้มีผู้รับผิดชอบดูแล แต่ก็ต้องมีมาตรการอื่นควบคู่กับการขึ้นทะเบียนสัตว์ด้วย เช่น การทำหมันและฉีดวัคซีน การจัดสถานสงเคราะห์สัตว์ที่ได้มาตรฐานและการหาบ้านใหม่ให้สัตว์เหล่า และที่สำคัญต้องสร้างจิตสำนึกของความรับผิดชอบในการเลี้ยงสัตว์ควบคู่กันไป การแก้ไขปัญหาจึงจะได้ผลในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง




วันพุธที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2561

คำคืนแห่งความสุข
พิธีมงคลสมรส วิภา & ศักดา

เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2561
ท่านอาทร ชวลิตพร
ประธานเจ้าของโรงลูกชิ้นปลาอาทร
เป็นประธานในพิธีมงคลสมรสระหว่าง
วิภา ศรสร้อย บุตรี ประสิทธิ์ ศรสร้อย
และศักดา ชวลิตพร บุตร สมพร ชวลิตพร โดยมีคุณเครือ ชวลิตพร คุณปทุม สกุลเดน ร่วมอวยพรด้วยความปลื้มปิติ
ณ บ้านชวลิตพร หมู่บ้านท่าจีนธานี
อ.เมือง จ.สมุทรสาคร

หลังจากนั้นช่วงเย็นมีเลี้ยงฉลองที่ร้านอาหารเมืองเล อ.เมือง จ.สมุทรสาคร
โดยมีครอบครัว เครือญาติ มิตรสหาย และเพื่อนๆ ศิษย์เก่า ราชโอรสรุ่น 72
มาร่วมแสดงความยินดีอย่างคับคั่ง










วันอังคารที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ติงกก.อิสระIFECทำเกินหน้าที่ผิดกม.-ห่วงเจ้าหนี้บังคับขายทรัพย์ใช้หนี้

กก.อิสระประกาศพาIFECกลับมาเทรดภายใน4-6เดือนและคัดค้านฟื้นฟูกิจการ ขณะที่“หมอวิชัย”ติงกก.อิสระทำเกินหน้าที่-ขัดกฎหมาย ห่วงเจ้าหนี้ยึดทรัพย์สินIFECขายทอดตลาดใช้หนี้หากไม่สร้างแผนแก้ปัญหาเร่งด่วนทั้งรับแผนฟื้นฟูหรือเร่งเลือกกรรมการให้ครบ ประกาศมีแผนฟื้นIFECคืนเงินทุกฝ่าย

นายวิชัย ถาวรวัฒนยงค์ ประธานกรรมการผู้ถือหุ้นบริษัท อินเตอร์ฟาร์อีสท์ เอ็นเนอร์ยี่ คอร์ปอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) หรือ ไอเฟค(IFEC) แสดงข้อสงสัยถึงการแถลงข่าวของพล.ต.บุญเลิศ แจ้งนพรัตน์ และนายฉัตรณรงค์ ฉัตรภูติ กรรมการอิสระ ที่ออกมายืนยันว่าจะนำพาและทำให้หุ้นIFECกลับมาซื้อขายได้ดังเดิม โดยนายวิชัยตั้งข้อสังเกตว่าปัจจุบันยังปิดงบปี 2560 ไม่ได้เคยท้วงติงเรื่องนี้ตอนที่มีความพยายามทำให้กรรมการเหลือ3คนโดยไม่ชอบทำให้ไม่สามารถเลือก Audit ได้เพราะต้องใช้กรรมการที่ครบองค์ประชุม และการอ้างตัวออกมาทำหน้าที่ฝ่ายบริหารของทั้ง 2 คน ขัดต่อกฎหมายมหาชนที่กำหนดให้กรรมการที่เหลืออยู่ไม่ครบ 5 คน ทำหน้าที่เพียงการจะจัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นเพื่อคัดเลือกคณะกรรมการให้ครบ 9 คนตามที่กฎหมายกำหนด รวมทั้งขัดต่อประกาศของของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) และประกาศของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) ที่กำหนดคุณสมบัติของคณะกรรมการอิสระว่าต้องปลอดจากความเกี่ยวข้องกับผู้ถือหุ้นและไม่เกี่ยวข้องกับงานบริหารทุกประเภท

“การอ้างมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นที่มีกรรมการอิสระประชุมเพียง2 คนถือว่าเป็นโมฆะ เพราะเป็นมติที่ไม่ครบองค์ประชุมตามกฎหมายกำหนดที่ต้องมีกรรมการเข้าร่วมประชุมอย่างน้อย 5 คน อีกทั้งการแสดงเจตนาแต่งตั้งตนเองเป็นผู้บริหารก็ขัดต่อข้อห้ามด้านคุณสมบัติของกรรมการอิสระ จึงเท่ากับทั้ง 2 คน พ้นสภาพกรรมการแล้ว” นายวิชัย กล่าว

นอกจากนี้นายวิชัย ระบุถึงเรื่องที่ที่ฝ่ายบริหารใช้อาคารเดอะไนน์ เป็นห้องประชุมและต้อนรับแขก เนื่องจากที่ผ่านมาเคยมีกลุ่มบุคคลบุกรุกเข้ามาในIFEC แล้วทำลายระบบรักษาความปลอดภัยของสำนักงาน และจำเป็นต้องนำเอกสารที่พอมีเหลือไปเก็บในที่ปลอดภัย ไม่ใช่มาเก็บในห้องประชุม เพราะส่วนหนึ่งของเอกสารคือหลักฐานการทุจริตของอดีตผู้บริหารบางคน โดยกลุ่มคนที่เข้ามาทำลายระบบรักษาความปลอดภัยยังเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้บุกรุกIFECล่าสุดเมื่อไม่นานนี้ ซึ่งหลังจากสำนักงานถูกบุกรุกครั้งที่ 2 ฝ่ายบริหารตรวจพบว่าเงินในบัญชีของIFECหายไปบางส่วน ส่งผลให้เช็ค11 ใบที่IFECต้องใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการไม่สามารถเบิกจ่ายได้ และพบว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้บุกรุกIFEC

“ส่วนตัวผมสนับสนุนทุกหนทางที่จะแก้ปัญหาและทำให้IFECสามารถคืนเงินให้กับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหนี้ หรือผู้ถือหุ้นรายใหญ่และรายย่อยของIFEC ไม่ว่าจะเป็นแนวทางฟื้นฟูกิจการที่เจ้าหนี้ยื่นร้องต่อศาล หรือ แนวทางสรรหากรรมการให้ครบแล้วกลับมาบริหารกิจการ โดยพร้อมสนับสนุนแนวทางแก้ปัญหาและทำให้IFECเดินหน้าได้ต่อ ที่สิ่งที่กังวลในขณะนี้ คือกิจกรรมที่กรรมการอิสระกำลังดำเนินงานทั้งที่ไม่มีอำนาจและขัดต่อกฎหมาย ซึ่งอาจจะย้อนกลับมาสร้างปัญหาเพิ่มเติมภายหลังแก่IFEC” นายวิชัย กล่าว

ประธานกรรมการและผู้ถือหุ้นIFEC กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาเจ้าหนี้IFECจำนวนมากได้ยื่นฟ้องร้องกว่า100คดีแต่บริษัทไม่มีความสามารถในการชำระในที่สุดก็จะนำมาสู่การบังคับคดีและล้มละลาย ศาลจะสั่งขายทอดตลาดทรัพย์สินIFECมาชำระหนี้ ซึ่งหากไม่เร่งสร้างแนวทางและแผนแก้ปัญหาอย่างชัดเจน ทรัพย์สินส่วนใหญ่ของIFECจะต้องหายไป ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการคงอยู่ของIFEC

นายวิชัย ยังระบุอีกว่ามีการให้ข่าวหมิ่นประมาทเรื่องญาติของตนเอง ข้อเท็จจริงคือทุกคนฟ้องเพราะอยากได้เงินคืน ซึ่งดีที่ไม่ฟ้องล้มละลาย ไม่มีเจ้าหนี้ที่ไหนอยากHaircut ตัวเองไม่ใช่ลูกหนี้จะได้ล้มบนฟูก และอยากให้สังคมรู้ข้อเท็จจริงเรื่องคุณศุภนันท์ซึ่งยังอยู่ในตำแหน่งไม่ได้ถูกปลด ที่ผ่านมาพยายามทำทุกทางในการติดตามเรื่องข้อพิรุธในการบริหารงานจนเป็นคดีขึ้นสู่ศาล ทำให้ตัวเองและครอบครัวถูกข่มขู่ บังคับเอาตัวไปกดดันให้ขายหุ้น มิใช่เป็นการใช้ข้อมูลภายใน เรื่องนี้คุณศุภนันท์ได้ร้องต่อกองปราบปรามแล้ว ขอให้หยุดสร้างปัญหาเพิ่มบ้านหลังนี้ต้องการการเยียวยา และควรรับผิดชอบการกระทำที่สร้างความเสียหายต่อบริษัทและตลาดทุนโดยรวม

ในช่วงสายที่ผ่านมา พล.ต.บุญเลิศและนายฉัตรณรงค์ เปิดแถลงข่าวแสดงความมั่นใจว่า จะใช้เวลา4-6 เดือนทำให้หุ้นของIFECกลับมาซื้อขายได้ในตลาดหลักทรัพย์ฯ พร้อมยืนยันว่าจะต้องทำหน้าที่กรรมการอิสระต่อไปด้วยเหตุผลว่าหากลาออกจะทำผิดมาตรา89/7 โดยไม่สนใจข้อกฎหมายเรื่องการขาดคุณสมบัติเนื่องจากเข้าไปเป็นกรรมการบริหารIFEC และออกมติคณะกรรมการแต่งตั้งฝ่ายบริหารที่ขัดต่อมาตรา83 ตามพ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด ที่กำหนดให้กรรมการที่เหลือไม่ถึง 5 คน ทำได้เพียงอย่างเดียวคือจัดประชุมฯเพื่อคัดเลือกกรรมการให้ครบ รวมทั้งประกาศคัดค้านการฟื้นฟูกิจการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อหยุดหนี้ตามหลัก

การ“Automatic stay”เพื่อรักษาธุรกิจของIFEC ให้ดำเนินการต่อเนื่องตามปกติ และรักษามูลค่าทางธุรกิจของIFECและบริษัทย่อยไว้ รวมทั้งวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุดต่อพนักงาน ผู้ถือหุ้น และเจ้าหนี้

ทั้งนี้กรรมการอิสระทั้งสองได้อ้างถึงอำนาจของผู้ใหญ่ใน กลต. และตลาดหลักทรัพย์ ให้สามารถทำได้ ไม่ขัดต่อกฏหมาย
ซึ่ง กลต. และตลาดหลักทรัพย์คงต้องตอบคำถามผู้ถือหุ้น เจ้าหนี้ และประชาชนทั่วไป ว่าสามารถมีคนทำเหนือกฏหมายได้หรือไม่ 









วันเสาร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2561

พ่อเมืองสุรินทร์คนใหม่ย้ำคนสุรินทร์ต้องรักสามัคคีและเทิดทูนชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์           
           วันนี้ (5 ต.ค.61) นายประภัสสร์ มาลากาญจน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ได้กล่าวกับข้าราชการ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ณ หอประชุมอำเภอเขวาสินรินทร์ อำเภอเขวาสินรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ โดยกล่าวว่า โอกาสที่ตนมาดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ในฐานะข้าของแผ่นดิน มีหน้าที่ต้องรับใช้และบริการประชาชน สามารถ "บำบัดทุกข์ บำรุงสุข" สร้างความเข้มแข็งแก่ท้องถิ่นและชุมชน ประชาชนมีคุณภาพชีวิตดี ลดรายจ่าย สร้างรายได้ ด้วยการมีอาชีพเสริมหลังฤดูกาลเก็บเกี่ยว  ไม่ถิ่นฐาน ลด ละ เลิกอบายมุข และค่านิยม "คนสุรินทร์ ต้องกินสุรา"  อยากเห็นพลังของคนสุรินทร์ เพื่อเป็นพลังของแผ่นดิน มีความรัก ความสามัคคี เทิดทูนไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
         ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ยังกล่าวด้วยว่า ปัญหาความต้องการของพี่น้องประชาชนชาวอำเภอเขวาสินรินทร์ ตนจะรับไว้เพื่อนำไปแก้ไขปัญหาให้ได้ผล อย่างรวดเร็ว โดยจะบูรณาการร่วมกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องและออกไปพบปะเยี่ยมเยือนพี่น้องชาวจังหวัดสุรินทร์ในโอกาสต่างๆ และจะให้ครบทุกอำเภอของจังหวัดสุรินทร์
          จากนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์และคณะได้เดินไปเยี่ยมชมกลุ่มวิสาหกิจ ลุงป่วนเครื่องเงินโบราณ แหล่งผลิตกรรมหัตถกรรมเครื่องเงิน และศูนย์บริการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก อำเภอเขวาสินรินทร์ จังหวัดสุรินทร์
                 ..........................
ทีมข่าวประชาเสรีออนไลน์/รายงาน



วันพฤหัสบดีที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2561


โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ ร่วมกับจังหวัดกาฬสินธุ์ และสมาคมช่างภาพผู้สื่อข่าวโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกันจัดโครงการ"เดิน วิ่ง ปั่น ทุกก้าวเพื่อชาวกาฬสินธุ์" เพื่อหารายได้สมทบทุนซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์ให้กับอาคาร 100 ปี การสาธารณสุขไทย โรงพยาบาลกาฬสินธุ์

ในพิธีเปิดกิจกรรมในวันแรก นำโดย สมรักษ์ คำสิงห์ และครอบครัว นักมวยจากค่ายดัง "ดาบรันสารคาม" อาทิ ชูเจริญ โล่ห์เงิน ฟ้าประทาน นำโดย ร้อยตำรวจเอก นิรันดร์ ยศพล หรือที่รู้จักกันในนาม"ผู้กองรัน" ให้เกียรติร่วมวิ่งในพิธีเปิดในครั้งนี้ด้วย  การเดิน วิ่ง ปั่น ในวันแรกจะรับบริจาค ใน 18 อำเภอ ของจังหวัดกาฬสินธุ์
   นายแพทย์บรรพจน์ สุวรรณชาติ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกาฬสินธุ์ กล่าวว่า ด้วยโรงพยาบาลกาฬสินธุ์ ได้ก่อสร้างอาคาร 100 ปี การสาธารณสุขไทย เพื่อให้บริการผู้ป่วยหนัก และผู้ป่วยใน     และจะเปิดให้บริการแก่ประชาชนประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ซึ่งอาคารดังกล่าว ยังขาดครุภัณฑ์ทางการแพทย์ที่สำคัญจำนวนมาก เพื่อรองรับการให้บริการผู้ป่วยอุบัติเหตุฉุกเฉินในพื้นที่ และผู้ป่วย    ที่รับส่งต่อจากโรงพยาบาลชุมชน
โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ ร่วมกับจังหวัดกาฬสินธุ์ จึงกำหนดจัดโครงการ “เดิน วิ่ง ปั่น             ทุกก้าวเพื่อชาวกาฬสินธุ์” เพื่อสมทบทุนซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์ให้กับ “อาคาร 100 ปี            การสาธารณสุขไทย โรงพยาบาลกาฬสินธุ์” ขึ้น โดยมีกิจกรรมเดิน วิ่ง ปั่น คาราวานดารารับบริจาค   ในระหว่างวันที่ 4-7 ตุลาคม 2561 ในเขต 18 อำเภอ ของจังหวัดกาฬสินธุ์ รวมระยะทาง 473 กิโลเมตร โดยมีเหล่าศิลปินดาราให้เกียรติเข้าร่วมโครงการฯในครั้งนี้ อาทิ คุณก้อง ห้วยไร่, คุณเบล ขนิษฐา, คุณอี๊ด โปงลางสะออน และคุณสมรักษ์ คำสิงห์ พร้อมครอบครัว นอกจากนี้ยังได้รับความเมตตาจากท่านพระมหาสมปอง ตาลปุตโต พระนักเทศน์ชื่อดัง และหลวงพี่โตโต้ ร่วม Talk Show นำบวน   อีกด้วย
สำหรับเส้นทางเดิน วิ่ง ปั่น รับบริจาค ระว่างวันที่ 4-7 ตุลาคม 2561 มีเส้นทาง ดังนี้
วันพฤหัสบดีที่ 4 ตุลาคม 2561 จะมีพิธีรวมพลและปล่อยตัว ตั้งแต่เวลา 05.30 น.            ณ ลานหน้าศาลากลางจังหวัดกาฬสินธุ์(หลังเก่า) และมุ่งหน้าสู่อำเภอยางตลาด-อำเภอฆ้องชัย-อำเภอกมลาไสย-และสิ้นสุดที่อำเภอร่องคำ รวม 4 อำเภอ ระยะทาง 85.85 กิโลเมตร โดยมีศิลปิน ดารา    ที่เข้าร่วมขบวน ได้แก่ คุณสมรักษ์ คำสิงห์ พร้อมครอบครัว และคุณอี๊ด โปงลางสะออน และในช่วงค่ำ พบกับกิจกรรมมินิคอนเสิร์ต   เดิน วิ่ง ปั่น นำโดย คุณสมรักษ์ คำสิงห์ และคุณเทิด แผ่นดินทอง       นักจัดรายการวิทยุชื่อดังเมืองกาฬสินธุ์
วันศุกร์ที่ 5 ตุลาคม 2561 จะมีพิธีรวมพลและปล่อยตัว ตั้งแต่เวลา 05.30 น.                  ณ ลานหน้าศาลากลางจังหวัดกาฬสินธุ์(หลังเก่า) และมุ่งหน้าสู่อำเภอสหัสขันธ์-อำเภอคำม่วง-อำเภอ  สามชัย-อำเภอท่าคันโท-อำเภอหนองกุงศรี-และสิ้นสุดที่อำเภอห้วยเม็ก รวม 6 อำเภอ ระยะทาง 181.69 กิโลเมตร โดยมีศิลปิน ดารา ที่เข้าร่วมขบวน ได้แก่ คุณสมรักษ์ คำสิงห์ พร้อมครอบครัว และคุณอี๊ด โปงลางสะออน      เช่นเคย และในช่วงค่ำ พบกับกิจกรรมมินิคอนเสิร์ตเดิน วิ่ง ปั่น การแสดงดนตรีจิตอาสา
( 2 )
วันเสาร์ที่ 6 ตุลาคม 2561 จะมีพิธีรวมพลและปล่อยตัว ตั้งแต่เวลา 05.30 น.                 ณ ลานหน้าศาลากลางจังหวัดกาฬสินธุ์(หลังเก่า) และเดิน วิ่ง ปั่น รับบริจาค ในเขตเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ ก่อนที่จะมุ่งหน้าสู่อำเภอสมเด็จ-อำเภอห้วยผึ้ง-อำเภอนาคู-และสิ้นสุดที่อำเภอเขาวง        รวม 4 อำเภอ ระยะทาง 103.10 กิโลเมตร โดยมีศิลปิน ดารา ที่เข้าร่วมขบวน ได้แก่ คุณก้อง ห้วยไร่,คุณอี๊ด โปงลางสะออน และคุณเบล ขนิญฐา นอกจากนี้ ในช่วงค่ำ พบกับ Talk Show ทุกก้าว        เพื่อชาวกาฬสินธุ์ โดยพระมหาสมปอง ตาลปุตโต พระนักเทศน์ชื่อดังของเมืองไทย ร่วมด้วยหลวงพี่โตโต้ รวมทั้งกิจกรรมมินิคอนเสิร์ตเดิน วิ่ง ปั่น นำโดย คุณอี๊ด โปงลางสะออน พร้อมทีมงาน
วันอาทิตย์ที่ 7 ตุลาคม 2561 จะมีพิธีรวมพลและปล่อยตัว ตั้งแต่เวลา 05.30 น.   ณ จุดรวมพลหน้าโรงเรียนเซ็นยอแซฟ อำเภอกุฉินารายณ์ และมุ่งหน้าสู่อำเภอนามน-อำเภอดอนจาน-และกลับมาสิ้นสุดที่ลานหน้าศาลากลางจังหวัดกาฬสินธุ์(หลังเก่า) รวม 3 อำเภอ ระยะทาง 101.6 กิโลเมตร โดยมีศิลปิน ดารา ที่เข้าร่วมขบวน ได้แก่ คุณก้อง ห้วยไร่, คุณอี๊ด โปงลางสะออน และคุณเบล ขนิญฐา ในช่วงค่ำ พบกับกิจกรรมมินิคอนเสิร์ตเดิน วิ่ง ปั่น นำโดย คุณก้อง ห้วยไร่ และคุณเบล ขนิญฐา
นายแพทย์บรรพจน์ สุวรรณชาติ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกาฬสินธุ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า
โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดกาฬสินธุ์ และจังหวัดใกล้เคียง รวมทั้ง     ผู้ที่สนใจทุกท่าน เข้าร่วมกิจกรรม และร่วมบริจาคในโครงการ “เดิน วิ่ง ปั่น ทุกก้าว เพื่อชาวกาฬสินธุ์” เพื่อหารายได้สมทบทุน ซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์ให้กับ อาคาร 100 ปี การสาธารณสุขไทย         เพื่อให้มีครุภัณฑ์ทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐาน ทันสมัย และเพียงพอกับความต้องการใช้ของผู้รับบริการ
โดยสามารถสมัครเข้าร่วมกิจกรรม หรือร่วมซื้อเสื้อโครงการ “เดิน วิ่ง ปั่น ทุกก้าว    เพื่อชาวกาฬสินธุ์” ได้ที่ เว็บไซต์โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ หรือ ร่วมบริจาคเงินเพื่อสมทบทุนซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์ ได้ที่บัญชี “เงินบริจาคของโรงพยาบาลกาฬสินธุ์” ธนาคารกรุงไทย สาขาศาลากลางจังหวัดกาฬสินธุ์ เลขที่บัญชี 404-3-27003-8 และ ธนาคารไทยพาณิชย์จำกัด (มหาชน)          สาขากาฬสินธุ์ เลขที่บัญชี 578-271518-3 หรือติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ งานประชาสัมพันธ์ โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ หมายโทรศัพท์ 043-812714
...............................................................................
งานประชาสัมพันธ์ โรงพยาบาลกาฬสินธุ์
                                                                                 โทรศัพท์ 043-811520 ต่อ 1129