วันพฤหัสบดีที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2561

“สตม. ระดมกวาดล้างคนต่างด้าวผิดกฎหมาย ”
วันนี้ (4 ตุลาคม 2561) เวลา 10.00 น. พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบช.ทท.รรท.ผบช.สตม. พร้อมด้วย พล.ต.ต.กฤษกร พลีธัญญวงศ์ รอง ผบช.สกบ.รรท.รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย รอง ผบช.สตม.(ปป), พล.ต.ต.ปฏิพัทธ์ สุบรรณ ณ อยุธยา ผบก.ตม.1, พ.ต.อ.พนัญชัย ชื่นใจธรรม รอง ผบก.ทท.2 บช.ทท.รรท.ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.วิญญู อำนวยสมบัติ รอง ผบก.สส.สตม. พ.ต.อ.สมชาย เดชแพ ผกก.1 บก.สส.สตม. และ พ.ต.อ.ประวิทย์ ศิริธร ผกก.2 บก.สส.สตม. ร่วมแถลงข่าวการกวาดล้างจับกุมแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย สืบเนื่องจากที่รัฐบาลได้กำชับระดมกวาดล้างจับกุมแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย ตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 และ พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2561) และชาวต่างชาติที่เข้ามาทำธุรกิจที่หลีกเลี่ยงกฎหมายโดยใช้ “นอมินี”หรือ “ตัวแทนอำพราง”
เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2561 บก.สส.สตม. ร่วมกับ บก.ตม.1 ดำเนินการกวาดล้างแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย ในเขตพื้นที่ห้วยขวาง ซอยนานา และถนนข้าวสาร ผลการปฏิบัติสามารถจับกุมแรงงานต่างด้าวที่เข้ามากระทำความผิด รวมจำนวน 59 คน ประกอบด้วยสัญชาติ จีน เมียนมา เนปาล ปากีสถาน บังคลาเทศ อียิปต์ ปาเลสไตน์ ซีเรีย ไนจีเรีย บุคคลซึ่งไม่มีสถานะทางทะเบียน ในความผิดข้อหา
-ทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน 7 ราย(จีน3,ไร้สัญชาติ1,เมียนมา2,ไนจีเรีย1)
-ทำงานนอกเหนือจากสิทธิ 22 ราย(เมียนมา22)
-เข้ามาในราชอาณาจักรและทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต 7ราย(เมียนมา7 )
-ไม่แจ้งที่พัก 90 วัน 3 ราย(ซีเรีย 1,เมียนมา2)
-เป็นนายจ้างรับคนต่างด้าวไม่มีใบอนุญาตเข้าทำงาน 3 ราย(ไทย2,บังคลาเทศ1)
-เข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต 9 ราย
(เมียนมา2,ไร้สัญชาติ1, อียิปต์1,ปาเลสไตน์1,บังคลาเทศ3,ปากีสถาน1)
-ขัดคำสั่งเจ้าพนักงานออกนอกเขตพื้นที่ 2 ราย(จีน1,ไร้สัญชาติ1)
-ขัดคำสั่งเจ้าพนักงานออกนอกเขตพื้นที่และทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต 3 ราย(ไร้สัญชาติ3)
-ไม่แจ้งที่พัก 90 วัน,ทำงานนอกเหนือสิทธิ และ ไม่แจ้งนายทะเบียนเกี่ยวกับการทำงาน ภายใน 15 วัน นับแต่วันทำงาน 1 ราย(จีน 1)
-ให้คนต่างด้าวทำงานนอกเหนือสิทธิและไม่แจ้งคนต่างด้าวเข้าทำงาน 2 ราย(ไทย2)
สำหรับคนต่างด้าวที่กระผิดดังกล่าวจะได้ดำเนินการเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรต่อไป ส่วนในกรณีที่สงสัยว่าการประกอบธุรกิจที่คนไทยขออนุญาตประกอบธุรกิจซึ่งอาจจะเป็นนอมินี หรือ        “ตัวแทนอำพราง” พนักงานสอบสวน จะได้ทำการสอบสวนขยายผลต่อไป
จากกรณีดังกล่าว พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รรท.ผบช.สตม. ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง     ทั่วประเทศดำเนินการสืบสวนปราบปรามจับกุมแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย และชาวต่างชาติที่เข้ามาทำธุรกิจ     ที่หลีกเลี่ยงกฎหมายโดยใช้ “นอมินี”หรือ“ตัวแทนอำพราง” อย่างจริงจังและต่อเนื่องพ.ต.ต.หญิงพัชรี ศรีเผือก สว.ฝอ.5 บก.อก.สตม.




วันพุธที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2561


สหชมรมร่วมพัฒนาไทย (เครือข่ายองค์กรภาคีสื่อและประชาชน) สพท. โดย นายอำนาจ หมัดสดาย จัดงานพิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณบุคคล องค์กร สื่อ และนักธุรกิจ ที่มีผลงานยอดเยี่ยมและดีเด่น ประจำปี 2561 รางวัลราษฎร์บัณฑิต (คนดี คนเก่ง ประเทศไทย) โดยมีบุคคลที่ได้รับการคัดเลือกสมควรได้รับการยกย่องเชิดชูประกาศเกียรติคุณเป็นคนดี คนเก่ง ประเทศไทยตามสาขาต่างๆ ดังนี้โดยมีคุณกุลิสรา จิรวินกุลชดา (คุณรุ้ง)ประธานกรรมการ บริษัท รุ้งเรไร จำกัดพริตตี้เพอร์เฟคแบรนด์ เจ้าของผลิตภัณฑ์ยอดเยี่ยมPertect brand รับรางวัลBEST AWARDS AWARDS ASEAN BRAND

โดยได้รับเกียรติจาก นายอำพล เสนาณรงค์ องคมนตรีในรัชกาลที่ ๙ ประธานในพิธี และผู้มอบรางวัล เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2561 ณ สโมสรกรมประชาสัมพันธ์ (กรมประชาสัมพันธ์) ซอยอารีย์ ถนนพระราม 6 กรุงเทพฯ ที่ผ่านมา










IFEC ร้อง “สำนักนายกฯ”จี้สอบเลขาฯก.ล.ต. ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

“ซีอีโอ” IFEC ร้อง“สำนักนายกรัฐมนตรี” ให้ตรวจสอบเลขาธิการก.ล.ต. ที่ส่อแววละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เหตุไม่ยอมสอบทุจริตภายในIFEC แม้ศาลจะประทับรับฟ้องคดีทุจริตแล้ว หนำซ้ำออกคำสั่งโดยมิชอบปลดฝ่ายบริหาร ส่งผลร้ายแรงในการบริหารงาน กระทบผู้ถือหุ้นรายย่อยกว่า 30,000 ราย

วันที่ 3 ตุลาคม ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล นายศุภนันท์  ฤทธิไพโรจน์ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร(CEO) บริษัท อินเตอร์ฟาร์อีสท์ เอ็นเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) หรือ ไอเฟค(IFEC) มอบหมายให้นายประสิทธิ์ วงศาสวัสดิ์ ทนายความ ยื่นหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และผู้อำนวยการสำนักตรวจราชการและเรื่องราวร้องทุกข์  ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ สำนักนายกรัฐมนตรีพร้อมขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) ที่แสดงให้เห็นว่าไม่เป็นไปตามกระบวนการและขั้นตอนตามกฎหมายส่งผลกระทบตามความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อนายศุภนันท์ รวมถึงบริษัทIFECและผู้ถือหุ้นรายย่อยของIFEC

นายประสิทธิ์  กล่าวว่า เลขาธิการก.ล.ต.และเจ้าหน้าที่ก.ล.ต. มีพฤติกรรมเพิกเฉยต่อการร้องเรียนของIFEC กรณีร้องขอให้ตรวจสอบพิรุธการบริหารงานของอดีตผู้บริหารที่สร้างความเสียหายแก่IFEC ซึ่งภายหลังกลายเป็น 2 คดีที่ศาลประทับรับฟ้อง ประกอบด้วยคดีทุจริตการซื้อขายที่ดินของIFECในอ.บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งศาลอาญาฉะเชิงเทราประทับรับฟ้องอดีตผู้บริหารรวมกับพวก 7 คนหลังพบมูลความผิดว่าผู้บริหารคนดังกล่าวและพวก ร่วมกันตัดต่อมติที่ประชุมIFECแล้วขายที่ดินให้กับบริษัทเอกชนที่ตนเองจัดตั้งขึ้น และการขายบางส่วนไม่มีการจ่ายเงินจริง รวมถึงคดีที่อดีตผู้บริหารคนเดิมร่วมกับผู้ถือหุ้นรายใหญ่พยายามจะครอบงำกิจการIFECอย่างผิดกฎหมาย ซึ่งศาลอาญาก็ประทับรับฟ้องแล้วเช่นกัน

นอกจากนั้น ฝ่ายบริหารของIFEC ยังตรวจสอบพบว่าอดีตผู้บริหารคนดังกล่าวสร้างหลักฐานเท็จเพื่อหลอกให้คณะกรรมการบริษัทIFECหลงเชื่อจนเข้าซื้อกิจการโรงแรมหรูในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งภายหลังIFECได้ดำเนินการฟ้องร้องอดีตผู้บริหารคนดังกล่าวพร้อมกับพวกแล้ว แม้ต่อมาอดีตผู้บริหารคนดังกล่าวจะยื่นฟ้องร้องนายแพทย์วิชัย ถาวรวัฒนยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกรรมการบริษัทIFEC กล่าวหาว่าแจ้งความเท็จและหมิ่นประมาท แต่ภายหลังศาลอาญากรุงเทพใต้ได้พิพากษายกฟ้อง หลังวินิจฉัยพบพยานหลักฐานที่ชี้ให้เห็นว่ามีการซื้อขายสูงเกินจริง อาทิ การแจ้งก่อนซื้อว่าห้องพักของโรงแรมสามารถเปิดให้บริการได้123 ห้อง แต่ตรวจสอบภายหลังพบว่าเปิดใช้งานได้จริงเพียง 64 ห้อง ทำให้พบเห็นมูลค่าที่ไม่แท้จริงของโรงแรม

นายประสิทธิ์ กล่าวอีกว่า หลังตรวจพบการทุจริตในIFEC อดีตผู้บริหารคนดังกล่าวได้ลาออกจากบริษัทและขายหุ้นให้นักธุรกิจคนหนึ่งจนกลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่และเข้ามาร่วมเป็นกรรมการบริษัท หลังจากนั้นผู้ถือหุ้นรายใหญ่คนดังกล่าวพยายามเปลี่ยนโครงสร้างของIFECแต่กระทำไม่สำเร็จจึงลาออกไป ส่งผลให้IFECตกอยู่ในสภาวะสุญญากาศ อีกทั้งที่ผ่านมาคดีความทั้งหมดIFEC ได้รายงานต่อก.ล.ต.มาโดยตลอดแต่ข้อร้องเรียนไม่มีความคืบหน้าหรือการตอบรับจากก.ล.ต. หนำซ้ำก.ล.ต.ยังออกคำสั่งปลดประธานกรรมการออกจากตำแหน่ง และออกหนังสือเตือนIFECไม่ให้จัดประชุมกรรมการในขณะที่ยังไม่มีประธานกรรมการซึ่งก่อนหน้านั้นนายศุภนันท์ ก็ถูกบุคคลกลุ่มหนึ่งข่มขู่กดดันให้ลาออกจากตำแหน่ง(ร้องเรียนที่ตำรวจกองปราบปรามแล้ว)

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีแจ้งความจับกรรมการ 2 คน เนื่องจากตรวจพบการทำลายทรัพย์สินของบริษัทตลอดจนเปลี่ยนแปลงสารสนเทศของบริษัทอย่างมีข้อกังขา  และก้าวก่ายการบริหารงานของบริษัทโดยออกคำสั่งปลดพนักงานระดับสูงของIFEC และแต่งตั้งตัวเองขึ้นรักษาการCEO ซึ่งการกระทำดังกล่าวทำให้กรรมการอิสระทั้ง 2 คนต้องพ้นสภาพกรรมการเพราะขัดต่อประกาศของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่กำหนดไว้  นายประสิทธิ์ กล่าวว่า กรรมการอิสระต้องไม่เป็นผู้ที่หรือเคยเป็นกรรมการที่มีส่วนร่วมบริหารงาน ซึ่งเมื่อกรรมการอิสระออกคำสั่งปลดพนักงานประจำและแต่งตั้งตัวเองเข้ามาบริหารงาน จึงเท่ากับขาดคุณสมบัติความเป็นกรรมการอิสระทันที ตามพ.ร.บ.บริษัทจำกัด(มหาชน) โดย IFECได้แจ้งการพ้นสภาพต่อก.ล.ต.เมื่อวันที่10ก.ย.2561

“เมื่อไม่ได้รับความเป็นธรรมจากก.ล.ต.ซึ่งเพิกเฉยในการตรวจสอบต้นเหตุปัญหาของIFEC ทั้งที่ได้พยายามร้องเรียนและติดตามความคืบหน้ามานานกว่า 2 ปีแล้ว จึงตัดสินใจเข้าร้องเรียนเพื่อหวังว่าจะเป็นที่พึ่งสุดท้ายที่จะอำนวยความเป็นธรรมให้” ทนายความบริษัทIFEC กล่าวทิ้งท้าย








วันอังคารที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2561

" ตำรวจจราจร !! สน.ชนะสงคราม เรียกตรวจค้น สามล้อมหาภัย ฝ่าฝืนเครื่องหมายห้าม ตรวจพบฉี่สีม่วง !!

เมื่อเวลา 12.50น.วันที่ 2ต.ค.61 ณ.บริเวณหน้าพระลาน เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สน.ชนะสงคราม ภายใต้อำนวยการของ พ.ต.ท.ภูวดล อุ่นโพธิ์ (รองผกก.จร.) พ.ต.ท.วรวุฒิ ไชยสมบูรณ์ (สว.จร.สน.ชนะสงคราม) โดยมี  ส.ต.ท.ธีร์ธนะพัศ จันทน์เทศ , ส.ต.ต.พิทยา บำรุง และ ส.ต.ต.เตชติ น้อยพานิช (ผบ.หมู่จราจร สน.ชนะสงคราม)  ปฏิบัติหน้าที่อำนวย
การจราจรบริเวณถนนหน้าพระลาน  และได้พบผู้กระทำความผิดฝ่าฝืนเครื่องหมายห้ามจึงเรียกตรวจค้นทราบชื่อต่อมาในภายหลังคือ นายสันติ คะเซ็นแก้ว ได้ขับรถสามล้อและทำการฝ่าฝืนเครื่องหมายห้ามเข้าจึงเรียกให้หยุดเพื่อ

แจ้งข้อกล่าวหาให้รับทราบ แต่นายสันติ คะเซ็นแก้ว ได้แจ้งกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรว่า ไม่พกใบอนุญาตขับขี่ติดตัวมา และมีอาการเหมือนคล้ายคนเสพยาเสพติด จึงขอทำการตรวจค้น. นายสันติ คะเซ็นแก้วก็ได้ยินยอมให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรตรวจค้น ผลการตรวจค้นได้พบยาไอซ์และอุปกรณ์การเสพอยู่ภายในกระเป๋าสะพายของนายสันติ คะเซ็นแก้ว ซึ่งได้สะพายติดตัวอยู่ จึงนำตัวนายสันติ คะเซ็นแก้ว มาตรวจหาสารเสพติดด้วยวิธีตรวจเบื้องต้นที่สน.ชนะสงครามโดยความยินยอมของนายสันติ คะเซ็นแก้ว ผลการตรวจเบื้องต้น พบว่ามีสารเสพติดในปัสสาวะ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงรีบนำปัสสาวะของนายสันติ คะเซ็นแก้ว ไปตรวจที่ รพ.วิชัยเวชผลปรากฎว่าได้พบสารเสพติดในปัสสาวะ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้แจ้งข้อกล่าวหานายสันติ คะเซ็นแก้ว ว่าผิดฐาน”มียาเสพติดให้โทษประเภท1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาไอซ์) ยาเสพติดให้โทษประเภท1และเป็นผู้ขับขี่รถเสพยาเสพติดให้โทษประเภท1โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายตามพรบ.ยาเสพติดให้โทษพศ.2522ฝ่าฝืนเครื่องหมายห้ามเข้าพรบ.จราจรทางบก2522 และไม่มีใบอนุญาตขับขี่ตามพรบ.รถยนต์ทางบก2522 นายสันติ คะเซ็นแก้ว จึงให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ชนะสงคราม จึงควบคุมตัวเพื่อดำเนินคดีในขั้นต่อไป !! ขอขอบคุณ ท่าน พ.ต.ท.ภูวดล อุ่นโพธิ์ (รอง ผกก.จร.) และ พ.ต.ท.วรวุฒิ ไชยสมบูรณ์ (สว.จร.) ให้ความอนุเคราะห์เอื้อเฟื้อข้อมูลภาพ/ข่าวสาร !!



วันจันทร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2561

    พลตำรวจโทสุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ส่งมอบหน้าที่ในตำแหน่งผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ให้กับ
พลตำรวจตรีสุรเชษฐ์ หักพาล รักษาราชการแทนผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง // โดยหลังจากเสร็จสิ้นพิธีรับ - ส่งมอบตำแหน่ง // พลตำรวจโทสุทธิพงษ์ และพลตำรวจตรีสุรเชษฐ์ ก็ได้เดินทางเข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ด้านหน้าสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง // จากนั้นตำรวจในสังกัดได้ร่วมกันมอบดอกไม้อำลาพลตำรวจโทสุทธิพงษ์ ที่จะไปดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจนครบาล

ด้านพลตำรวจตรีสุรเชษฐ์ กล่าวภายหลังรับมอบตำแหน่ง ระบุว่า ภารกิจการคัดกรองชาวต่างชาติที่จะเข้าสู่ประเทศไทย จะต้องมีความเข้มงวดโดยเฉพาะการคัดกรองบุคคลที่จะต้องอยู่ภายใต้ความมั่นคงของประเทศ รวมทั้งจะมีการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยมาช่วยในการคัดกรอง // นอกจากนี้จะสานต่อนโยบายของผู้บัญชาการคนเก่า จะปฏิบัติงานภายใต้นโยบายของรัฐบาล 4.0 // และมีแนวคิดที่จะเพิ่มกำลังพลอีกกว่า 1,000 อัตรา เพื่อให้เพียงพอต่อการให้บริการอย่างมีประสิทธิภาพ //

ส่วนการดำเนินคดีกับนายหน้าที่มีพฤติกรรมในการเรียกเก็บเงินค่าส่วนต่างกับกลุ่มทัวร์ต่างๆ นอกเหนือจากค่าธรรมเนียมผ่านแดน หรือ วีซ่า // หลังจากนี้จะมีการกวดขันจับกุมอย่างจริงจัง เพราะถือเป็นการทำลายลักษณ์ของประเทศ // พร้อมทั้งเตรียมนำป้าย No trip ไปติดตั้งตามจุดต่างๆ เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ให้กับนักท่องเที่ยวรับทราบ ว่าสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองไม่มีการเรียกเก็บเงินส่วนต่างเกินจากค่าธรรมเนียม // ขณะที่ภายในสัปดาห์นี้จะเริ่มระดมกวาดล้าง หากพบการกระทำความผิด ก็จะดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด ซึ่งรวมถึงจะใช้กฎหมายตามพรบ.ฟอกเงิน เพื่อยึดทรัพย์ ด้วย






วันที่29/09/61เวลา01.55น
รวบหนุ่มรปภ.วัย 25 ปี ! ตรวจเจอยาบ้าและยาไอซ์ ขณะเข้าเวรยาม

ตำรวจชุดปฏิบัติการป้องกันปราบปราม สน.เพชรเกษม จับกุมหนุ่มรปภ. หลังมีพิรุทแสดงอาการหน้าสงสัยขณะออกจากป้อม มาร้านสะดวกซื้อ ก่อนจะรวบตัวไว้ได้ตรวจค้นเจอยาเสพติด ประเภทยาบ้าและยาไอซ์ซุกซ่อนอยู่ เบื้องต้นรับสารภาพมีไว้เพื่อเสพ
พันตำรวจโท วิษณุ วงษ์เนตร  สารวัตรปราบปรามสถานีตำรวจนครบาลเพชรเกษม พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบปราม ร่วมกันจับกุม นายวราพล บุตร สะอาด 25 ปี ชาวจังหวัดสระแก้ว พร้อมของกลางยาเสพติดประเภทที่ 1 ยาบ้าและ ยาไอซ์ ได้ที่หน้าเซเว่นอีเลฟเว่น สำเพ็ง 2 แขวงบางแค เขตบางแค กรุงเทพฯ

ซึ่งก่อนการจับกุมเจ้าหน้าที่ตำรวจป้องกันปราบปรามปฏิบัติหน้าที่อยู่บริเวณสำเพ็ง 2 ได้มีผู้ชายขับขี่รถจักยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้าคลิก สีดำ ป้ายทะเบียนกรุงเทพฯ  ขับขี่ท่าทางพิรุธมีเหตุอันควรสงสัย มาซื้อของในร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น ก่อนจะเรียกตรวจค้นและพบของผิดกฏหมาย
 บรรจุอยู่ในห่อหมากฝรั่งยี่ห้อLOTTO สีม่วง ในกระเป๋าเสื้อ  เจ้าหน้าที่จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน พร้อมทั้งพาตัวไปตรวจสารเสพติดในร่างกาย ที่รพ. พบว่ามีปัสสาวะเป็นสีม่วง เบื้องต้นนายวราพล รับสารภาพเป็นผู้เสพและเคยถูกจับเกี่ยวกับคดียาเสพติดมาแล้ว 2 ครั้งเครดิต .ประชาสัมพันธ์ สน.เพชรเกษม



คืนชีพ!!บ่อนการพนันย่าน ถ.รามอินทรา 40 กลับมาเปิดอีกแล้ว

จากกรณีชาวบ้านย่านรามอินทรา  ได้เข้าร้องเรียนกับทางผู้สื่อข่าวให้ ทหาร-ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบ โต๊ะสนุ้ก ซอยรามอินทรา 40 มีบ่อนการพนันผู้มีอิทธิพลมาเปิดเล่นเย้ยกฎหมายในพื้นที่ สน.โคกคราม เปิดเป็นบ่อนการพนัน!!ไฮโล!!เสือมังกร!!พนันฟุตบอล

หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 2 ก.ย เวลาประมาณ  11.00 น.เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมนักพนันได้จำนวน 11 รายภายในโต๊ะสนุกเกอร์  ซ.รามอินทรา 40 แขวงนวลจันทร์ เขตบึงกุ่ม กทม.

ยังไม่แน่ชัด!!แต่แว้ว!!มาว่า ภายในโต๊ะสนุกเกอร์  ซ.รามอินทรา 40 แขวงนวลจันทร์ ได้มีการลักลอบกลับมาเปิดบ่อนการพนันอีกครั้งอย่างไม่เกรงกลัวกฏหมายตลอดทั้งวัน จนกระทั่งชาวบ้านในระแวกดังกล่าวจำนวนมากต่างแวะเวียนเข้าไปเล่นกันเป็นจำนวนมากกระทั่งไม่เป็นอันทำงาน

อีกจุดหนึ่งที่ยังไม่แน่ชัดเช่นกันแต่มีการร้องเรียนกันเข้ามาที่มีการลักลอบเปิดบ่อนการพนันคือ ซอยมัยลาภ ถนนรามอินทรา 18 พื้นที่ สน.โคกคราม

ชาวบ้านแจ้งว่าบ่อนดังกล่าวเข้าซอยติดกับเซเว่น-อีเลฟเว่นหลังตลาดมีลักษณะเป็นห้องโถงมีและเป็น!!โต๊ะไฮโล!!เสือมังกร!!พนันฟุตบอล โดยบ่อนดังกล่าวเปิดมานานเปิดมาหลายเดือนแล้ว มักจะมีพวกนักพนันเดินทางมาเล่นทั้งกลางวันกลางคืน โดยเฉพาะในพื้นที่นี้มีประชาชนเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในช่วงกลางคืนในแต่ละวันจะมีรถจักรยานยนต์วิ่งเข้าออก

จึงอยากจะฝากให้ทหาร,ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบสถานที่ดังกล่าวว่าเป็นบ่อนการพนันจริงหรือไม่หากเป็นบ่อนการพนันจริงก็ให้รีบดำเนินการจับกุมทั้ง 2 แห่งนี้อย่าปล่อยให้บ่อนเปิดเย้ยกฎหมายอีกต่อไป