วันพุธที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2568

สำนักวิจัยสยามเทคโนโพล วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง “เชื่อมั่นมากขึ้นไหม? เมื่อชื่อเจ้าของเบอร์โทรศัพท์ต้องตรงกับชื่อบัญชี Mobile Banking”

 สำนักวิจัยสยามเทคโนโพล วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง “เชื่อมั่นมากขึ้นไหม? เมื่อชื่อเจ้าของเบอร์โทรศัพท์ต้องตรงกับชื่อบัญชี Mobile Banking” 



โดยทำการสำรวจระหว่างวันที่ 19 – 28 เมษายน 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,330 หน่วยตัวอย่าง การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “สยามเทคโนโพล” โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่นร้อยละ 95.00

จากการสอบถามความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง “เชื่อมั่นมากขึ้นไหม? เมื่อชื่อเจ้าของเบอร์โทรศัพท์ต้องตรงกับชื่อบัญชี Mobile Banking” พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ระบุว่า มีความเชื่อมั่นมากขึ้นมากในการทำธุรกรรมผ่าน Mobile Banking เมื่อมีการกำหนดให้เจ้าของเบอร์โทรตรงกับชื่อบัญชี ร้อยละ 49.62 รองลงมา ระบุว่า เชื่อมั่นมากขึ้นร้อยละ 42.36 และระบุว่า ไม่เปลี่ยนแปลง ร้อยละ 8.02 น้อยที่สุด เมื่อสอบถามเกี่ยวกับประสบการณ์การใช้เบอร์โทรศัพท์ที่ไม่ตรงกับชื่อบัญชี Mobile Banking กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ระบุว่า เคยเห็นจากข่าวหรือโซเชียล ร้อยละ 51.36รองลงมา ระบุว่า เคยได้ยินจากคนรู้จัก ร้อยละ 32.42 ระบุว่า เคยประสบด้วยตนเอง ร้อยละ 12.36 และระบุว่า ไม่เคย ร้อยละ 3.86 น้อยที่สุด เมื่อสอบถามเกี่ยวกับการแนะนำให้ผู้อื่นใช้บริการ Mobile Banking เมื่อมีการตรวจสอบชื่อเจ้าของเบอร์โทรศัพท์อย่างเข้มงวด พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ระบุว่า แนะนำอย่างแน่นอน ร้อยละ 82.34 รองลงมา ระบุว่า ไม่แน่ใจ 16.34 และระบุว่า ไม่แนะนำ ร้อยละ 1.32 น้อยที่สุด 

เมื่อพิจารณาถึงการใช้ Mobile Banking หากไม่มีมาตรการยืนยันชื่อเจ้าของเบอร์โทรศัพท์ตรงกับชื่อบัญชี Mobile Banking กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ระบุว่า ใช้ลดลง ร้อยละ 72.38 รองลงมา ระบุว่า ใช้เหมือนเดิม ร้อยละ 12.46 ระบุว่า เลิกใช้ ร้อยละ 8.72 และไม่แน่ใจ ร้อยละ 6.44 น้อยที่สุด 


ดร.ธนเสฎฐ์ อัคคัญญ์ภูดิส

อาจารย์ประจำสำนักวิจัยสยามเทคโนโพล

โทรศัพท์ มือถือ 089-474-9514


สำนักวิจัยสยามเทคโนโพล วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม โทรสาร02-878-5002

E-mail:siamtechno_poll@siamtechno.ac.th

 นนทบุรี วงจรปิด แม่ค้าขายผลไม้โอด โจรแสบปั่นจักรยานมาจอดทิ้งก่อนขโมยรถจยย. อ้างแม่ค้าให้ยืม





     เมื่อวันที่ 29 เม.ย. 68 ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่ร้านขายผลไม้หน้าหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ต.บางพูด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี หลังได้รับแจ้งจากนางมณีรัตน์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 59 ปี แม่ค้าขายผลไม้ ว่าถูกคนร้ายเป็นชายอายุประมาณ 45 ปี สวมเสื้อกล้ามสีขาว ใส่กางเกงขายาวสีเขียว สวมแมสก์ปิดบังใบหน้า ขี่จักรยานปั่นมาจอดบริเวณใกล้เคียง ห่างจากจุดที่ตนเองขายผลไม้ประมาณ 200 เมตร ก่อนเดินมาทำทีเดินดูลาดเลาคล้ายจะมาซื้อของ อาศัยจังหวะเผลอ คนร้ายเดินไปนั่งคร่อมรถจยย.ก่อนจะสตาร์ทเครื่อง และขับขี่หลบหนีไปอย่างลอยนวล เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 21 เม.ย. 68 แจ้งความไว้ที่สภ.ปากเกร็ด





     นางมณีรัตน์ ผู้เสียหาย กล่าวว่า ตนนั่งขายของอยู่ เห็นคนร้ายทำท่าเดินมานั่ง ตนคิดว่าจะมานั่งที่รถ ซึ่งขณะนั้นตนก็ขายของไปเรื่อยๆ ซักพักได้ยินเสียงสตาร์ทรถแต่ไม่ได้เอะใจอะไร พอหลานกลับมาจากโรงเรียนจะไปส่งหลานแต่หารถไม่เจอ ไม่คิดว่าจะโดนขโมยช่วงเวลากลางวันแบบนี้ คนในหมู่บ้านบอกว่าเห็นคนร้ายบ่อย ไปๆมาๆแถวนี้ ปกติตนจะเสียบกุญแจรถจยย.ทิ้งไว้ เพราะต้องขับขี่ไปส่งของตลอด ไม่ได้ระวัง เผลอชั่วครู่เดียวกลับโดนขโมยไป คนฝั่งตรงข้ามก็เห็นเหตุการณ์แต่คนร้ายแจ้งว่าตนให้ยืมไป เท่าที่ดูกล้องวงจรปิดเห็นหน้าคนร้ายชัดเจน ขับขี่รถจยยของตนหลบหนีมุ่งหน้าออกไปทางศรีสมาน รถจยย.ที่หาย ยี่ห้อฮอนด่า รุ่นซูมเมอร์ เอ็กซ์ สีดำ ทะเบียนรถ 2477 กทม. เป็นรถของลูกให้มาไว้ใช้ขายของ ตอนนี้ตนได้ไปแจ้งความเรียบร้อยแล้วแต่เรื่องยังไม่ถึงไหน เพียงแค่มาดูพื้นที่เกิดเหตุเฉยๆ ตำรวจแจ้งว่าหายากเหมือนกัน อยากให้ตำรวจตามเรื่องให้เพราะเป็นรถจยย ของลูก ตอนนี้้ดือดร้อนไม่มีรถทำมาหากิน ฝากเตือนทุกคนเวลาจอดรถให้นำกุญแจออกด้วย ถือเป็นบทเรียนของตนว่าอย่าประมาท แต่เห็นว่าจอดมาตั้งนานไม่เคยหายจึงกล้าเอาไว้แบบนี้ ไม่ได้คิดว่าจะโดนขโมย ภาวนาขอให้ได้คืน แค่นี้ก็ลำบากมากแล้ว











หมายเหตุ : เบลอหน้าป้าผู้เสียหายด้วย

 นนทบุรี วงจรปิด รวบโจรตระเวนงัดห้องช่วงสงกรานต์ ขณะนั่งเสพยาในห้องพัก ปีนหน้าต่างชั้น 9 หนี ตร. สารภาพหาเงินซื้อยาเสพ






เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 29 เม.ย.68 พ.ต.ท.การุณย์ ลิมปิโรจนฤทธิ์ รอง ผกก.สส.สภ.ปากเกร็ด, พ.ต.ต.ดิลก ลาดศิลา สว.สส.สภ.ปากเกร็ด พร้อมชุดสืบสวน เข้าจับกุมนายไกรสร หรือไกร ดอกคำ อายุ 52 ปี ชาว จ.อุบลราชธานี ได้ที่ห้องพักเลขที่ 9/11 อาคาร T6 เมืองทองธานี ต.บ้านใหม่ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ขณะกำลังเสพยาเสพติดภายในห้อง พร้อมของกลางที่ตรวจยึดได้ ประกอบด้วย 1.นาฬิกาข้อมือยี่ห้อ Swatch จำนวน 1 เรือน (ผู้ต้องหาสวมใส่อยู่) 2.เสื้อยืดคอปกลายทางสีน้ำเงิน-ขาว จำนวน 1 ตัว 3.รองเท้าแตะสีขาว จำนวน 1 คู่ 4.ไขควง จำนวน 1 อัน






สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 19 เม.ย. 68 นายอดิศร ผู้เสียหาย เข้าแจ้งความที่ สภ.ปากเกร็ด ว่าห้องพักของตนย่านแจ้งวัฒนะถูกคนร้ายงัดแงะในช่วงที่เดินทางไปต่างจังหวัด โดยมีพระเครื่อง 4–5 องค์, นาฬิกา Swatch และเงินสดประมาณ 500 บาทหายไป จากภาพวงจรปิดพบคนร้ายเป็นชายผมสั้น สวมเสื้อลายสีน้ำเงิน-ขาว กางเกงขาสั้นสีดำ และรองเท้าแตะสีขาว







ต่อมาเมื่อวันที่ 15 เม.ย. 68 เวลา 15.00 น. น.ส.ศิรินนภา อายุ 38 ปี ผู้อยู่อาศัยในหอพักย่านซอยแจ้งวัฒนะ 23 ได้ส่งภาพจากกล้องวงจรปิดให้เจ้าหน้าที่ พบชายลักษณะคล้ายกันก่อเหตุงัดห้องพักและลักทรัพย์เป็นสร้อยเพชร 1 เส้น พร้อมกล่อง ก่อนหลบหนี





เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงสืบสวนติดตามจากกล้องวงจรปิด จนทราบว่าคนร้ายหลบหนีมาอยู่ที่ห้องพักในอาคารเมืองทองฯ เมื่อเข้าตรวจสอบ พบผู้ต้องหากำลังเสพยาอยู่ภายในห้อง ก่อนจะพยายามหลบหนีโดยกระโดดออกจากหน้าต่างห้องชั้น 9 ลงมายังชั้น 8 แล้ววิ่งหนี แต่เจ้าหน้าที่สามารถติดตามจับกุมไว้ได้ทัน





จากการสอบสวน นายไกรสร ผู้ต้องหา ให้การรับสารภาพว่าเป็นผู้ก่อเหตุลักทรัพย์ทั้ง 2 รายจริง โดยอาศัยช่วงวันสงกรานต์ที่หอพักมีคนอยู่น้อย ใช้วิธีเดินตามผู้อยู่อาศัยที่ใช้คีย์การ์ดเข้าอาคาร จากนั้นใช้ไขควงและบัตรแข็งงัดห้องที่มีลูกบิด เพื่อเข้าไปลักทรัพย์ แล้วนำของที่ได้ไปขายนำเงินมาใช้จ่ายและซื้อยาเสพติดมาเสพ 


ทั้งนี้ ผู้ต้องหาอ้างว่าเคยถูกจำคุก 8 ปีในคดีลักทรัพย์ที่ จ.สมุทรปราการ เพิ่งพ้นโทษเมื่อปี 2567 หลังออกมาหางานทำแต่ไม่มีที่ไหนรับ เนื่องจากมีประวัติอาชญากรรม เคยทำงานเย็บผ้าในย่านประตูน้ำ


เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหา ลักทรัพย์ในเคหสถานโดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์ ก่อนควบคุมตัวพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.ปากเกร็ด ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


 นนทบุรี เจ้าของอู่ร้องสื่อ เจ้าของเต๊นท์รถหรูนำรถมาซ่อมจ่ายเงินไม่ครบ ทวงถามกว่า 2 ปี พบเผ่นหนีลอยนวล




     เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 68 ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนจากนายเดชณรงค์ หรือแอล ชิลคีรี อายุ 35 ปี เจ้าของร้าน “อู่ช่างแอล ออโต้ เซอร์วิส“ ว่าถูกลูกค้าประจำ ชื่อนายสุภัทรชัย หรือต้น เจ้าของเต็นท์รถแห่งหนึ่งย่านรามอินทรา นำรถยนต์หรู จำนวน 4 คัน ได้แก่





1.รถยนต์เก๋ง ยี่ห้อ Mercedes-Benz รุ่น A200 สีขาว (คันที่ค้างยอด)

2.รถยนต์เก๋ง ยี่ห้อ BMW สีขาว

3.รถยนต์เก๋ง ยี่ห้อ Ford Mustang สีแดง

4.รถยนต์เก๋ง ยี่ห้อ Mini Cooper สีเหลือง







     มาซ่อมที่อู่ตั้งแต่ปลายปี 2565 ยอดรวมกว่า 2 แสนบาท ซึ่งหลังจากรถทุกคันซ่อมเสร็จแล้ว เมื่อประมาณเดือน ก.พ. ปี 2566 คู่กรณีได้มารับรถและจ่ายค่าซ่อมมาบางส่วน คงเหลืออีก 56,450 บาท ผ่านมานานเกือบ 2 ปี คู่กรณีกลับบ่ายเบี่ยงมาตลอด ล่าสุดได้มีการทวงถามไปเมื่อวันที่ 21 ม.ค. 68 หลังจากนั้นติดต่อไม่ได้ ไปตามหาที่เต๊นท์รถย่านรามอินทรา ได้คำตอบว่าคู่กรณีเซ้งให้คนอื่นไปนานแล้ว ตอนนี้เดือดร้อนมาก อยากให้คู่กรณีกลับมารับผิดชอบด้วย เหตุเกิดบริเวณอู่ช่างแอล ออโต้ เซอร์วิส ซ.เรวดี 60 ต.ตลาดขวัญ อ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี (อู่เดิมก่อนย้าย) แจ้งความไว้ที่สภ.เมืองนนทบุรี





     นายเดชณรงค์ หรือแอล ผู้เสียหาย กล่าวว่า วันที่นายต้นนำรถมาส่งซ่อมนานมากจนจำไม่ได้แล้ว น่าจะประมาณต้นปี 66 โดยตนได้ทำใบเสนอราคาพร้อมซ่อมรถเสร็จเรียบร้อย ทั้งหมด 4 คัน ค่าใช้จ่ายในการซ่อมกว่า 2 แสนบาท หลังจากซ่อมรถเสร็จคู่กรณีเข้ามารับรถและจ่ายมาแล้วเหลือค้างอีก 56,450 บาท พร้อมแจ้งว่าจะโอนยอดที่เหลือให้ภายในคืนนั้น (วันที่ 3 ก.พ. 66) ซึ่งตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ ระยะเวลานานเกือบ 2 ปี ยังไม่ได้ยอดแม้แต่บาทเดียว จนตนย้ายอู่ออกมาจากย่านเรวดี 60 มาอยู่ที่ใหม่แล้ว





     ซึ่งตนพยายามตามมาตลอด จนมาปีหลังเริ่มติดต่อไม่ได้ จึงจำเป็นจะต้องออกมาร้องเรียน เขาอ้างว่าเป็นเจ้าของเต็นท์รถ ตนได้ไปตามถึงที่มาด้วยแต่ไม่เจอตัว ส่วนที่บ้านก็ไม่รู้จักแน่ชัด แต่ตนเคยนำรถไปส่งที่รามอินทรา จริงๆแล้วส่วนใหญ่เป็นค่าอะไหล่ ค่าแรงก็ไม่ได้คิดอะไรมากมาย ตนต้องมานั่งรับผิดชอบค่าอะไหล่เพราะรถก็ซ่อมเสร็จแล้ว ที่ไว้ใจเนื่องจากคู่กรณีเป็นลูกค้าเก่ากัน เห็นว่าซ่อมรถกันมาหลายครั้งแล้ว ไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้น ปกติแล้วคู่กรณีจะให้รถสไลด์มาส่งที่อู่และคู่กรณีก็มาคนเดียว ตอนนี้มีข้อมูลทุกอย่างทั้งหลักฐาน รูปถ่าย ใบเสนอราคา การซ่อม แชทพูดคุยต่างๆ ยังไงก็ฝากให้ช่วยเอาเงินมาจ่ายตนด้วย




*** หมายเหตุ : เบลอหน้าคู่กรณี/ทะเบียนรถยนต์ด้วยครับ (คาดว่านำรถคนอื่นมาซ่อม และกิน % ค่าซ่อมรถเอง)