วันอาทิตย์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2563

ก.ท.จ ปทุมธานี ชี้ รองปลัดฯขัดคำสั่ง ก.ท.จ.จนถูกต้องสอบวินัยร้ายแรงและนิติกรนำรถหลวงไปใช้ส่วนตัว เป็นความขัดแย้งส่วนตัว สั่งให้รองปลัดและนิติกรกลับไปรับตำแห่งเดิม โดยไม่สอบวินัยร้ายแรง



ก.ท.จ ปทุมธานี ชี้ รองปลัดฯขัดคำสั่ง ก.ท.จ.จนถูกต้องสอบวินัยร้ายแรงและนิติกรนำรถหลวงไปใช้ส่วนตัว เป็นความขัดแย้งส่วนตัว สั่งให้รองปลัดและนิติกรกลับไปรับตำแห่งเดิม โดยไม่สอบวินัยร้ายแรง

จากกรณีทีมงานข่าวชัดประเด็นจริง ช่อง13สยามไทย ได้ลงพื้นที่ติดตามกรณีความขัดแย้งของสมาชิกสภาเทศบาลเมืองคลองหลวงกับนางสุดา ทองวิลัยรองปลัดเทศบาลเมืองคลองหลวง  จากกรณีที่สมาชิกสภาเทศบาลเมืองคลองหลวงมีการเข้าร้องเรียนกับทาง ก.ท.จ.ปทุมธานี ขอให้ย้ายพนักงานเทศบาลออกนอกพื้นที่ เนื่องจากการปฏิบัติงานมีความขัดแย้งกับผู้นำชุมชนและสมาชิกสภาเทศบาลในพื้นที่ ซึ่งต่อมาเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2562 ได้มีหนังสือจากสำนักงานเลขานุการ ก.ท.จ.ปทุมธานี โดยผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี นายพินิจ บุญเลิศ สั่งให้ย้ายพนักงานเทศบาลไปปฏิบัติหน้าที่ภายในเขตจังหวัดเป็นการชั่วคราว ด้วยทางจังหวัดปทุมธานีได้รับหนังสือร้องเรียนกรณีเกิดปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่และผู้ร้องเรียนต้องการให้ย้าย นางสุดา ทองวิไล ตำแหน่งรองปลัดเทศบาลเมืองคลองหลวง และนางสาววราภรณ์ จารุครุฑ ตำแหน่งนิติกรชำนาญการพิเศษ สังกัดเทศบาลเมืองคลองหลวง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ออกจากพื้นที่เนื่องจากการ





ปฏิบัติงานมีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงกับสมาชิกสภาเทศบาลเมืองคลองหลวง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี  จากกรณีที่นางสุดาขัดคำสั่ง ก.ท.จ. ไม่ยอมรับการกลับเข้ามารับตำแหน่งของอดีตปลัดเทศบาลเมืองคลองหลวง และละเมิดอำนาจศาลปกครอง  และยังถูกให้ตั้งสอบวินัยร้ายแรง ส่วนนิติกร ชำนาญการ ถูกตั้งให้สอบวินัยรายแรงกรณีนำรถราชการไปใช้ในการก็เหตุ ขนของย้ายบ้าน จนถูกตั้งสอบวินัยรายแรง  ดังนั้นเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและบรรเทาความเสียหายที่อาจทวีความรุนแรงมากขึ้นส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยในพื้นที่จึงอาศัยอำนาจข้อ 170 ของประกาศคณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัดปทุมธานีเรื่องหลักเกณฑ์และเงื่อนไขเกี่ยวกับการคัดเลือกการบรรจุ และแต่งตั้ง การย้าย การโอน การรับโอนการเลื่อนระดับ และการเลื่อนขั้นเงินเดือนฉบับที่ 11 พ.ศ. 2562 ประกาศ ณ วันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 ประกอบกับข้อที่ 15 แห่งประกาศคณะกรรมการกลางพนักงานเทศบาลเรื่องมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการโอนพนักงานเทศบาลกรณีที่มีเหตุผลความจำเป็นพ. ศ. 2560 ณวันที่ 24 พฤศจิกายน 2562 จึงมีคำสั่งดังนี้
1.ให้นางสุดา ทองวิลัย ตำแหน่งรองปลัดเทศบาลเมืองคลองหลวง สังกัดเทศบาลเมืองคลองหลวง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ไปปฏิบัติหน้าที่ ณ สำนักงานเทศบาลเมืองท่าโขลง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2562 ถึงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2563 จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง





2.ให้นางสาววราภรณ์ จารุครุฑ ตำแหน่งนิติกรชำนาญการพิเศษ สังกัดเทศบาลเมืองคลองหลวง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานีไปปฏิบัติหน้าที่ ณ สำนักงานเทศบาลเมืองสนั่นรักษ์ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี ตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2562 ถึงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2563 จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง






วันที่ 24 มกราคม 2563 เวลา 14.30 น.ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้ากรณีเจ้าหน้าที่เทศบาลเมืองคลองหลวงถูกย้ายไปปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่ช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมาล่าสุดมีมติจาก ก.ท.จ.ให้ย้ายเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวกลับมาปฏิบัติหน้าที่ดั้งเดิมในวันที่ 27 มกราคม 2563 ที่จะถึงนี้   ก่อนครบกำหนด ทั้งที่ยังไม่ได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรง บุคคลทั้ง 2 คนเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหา       
โดยมีนาย พินิจ บุญเลิศ ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี  ประธานกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัดปทุมธานี  ลงนามเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2563  ซึ่งทางคณะอนุกรรมการการโอนพนักงานเทศบาลกรณีที่มีเหตุความจำเป็นจังหวัดปทุมธานีได้ดำเนินการแสวงหาข้อเท็จจริง รวบรวมพยานเอกสาร หลักฐานและสอบสวนผู้ที่เกี่ยวข้องเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยคณะอนุกรรมการได้สรุปผลการตรวจสอบอันเป็นที่ยุติว่า เป็นกรณีความขัดแย้งเรื่องส่วนตัว ซึ่งคู่กรณีสามารถใช้สิทธิ์ทางขบวนการยุติธรรมได้ ไม่ใช่เรื่องการปฎิบัติงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ อันส่งผลเสียหายต่อการปฎิบัติงานของเทศบาล จึงเห็นสมควรให้พนักงานเทศบาลดังกล่าวกลับไปปฎิบัติหน้าที่ต้นสังกัดเดิม  ซึ่งจะก็ให้เกิดประโยชย์ต่อเทศบาลมากยิ่งกว่า 








ซึ่งจากการที่ คณะอนุกรรมการการโอนพนักงานเทศบาลกรณีที่มีเหตุความจำเป็นจังหวัดปทุมธานี ให้ความเห็นในลักษณะนี้ ทำให้เกิดข้อสงสัยหลายประการณ์ กับประชาชนทั่วไปและข้าราชการในเทศบาลเมืองคลองหลวง  ว่าเหตุใดการที่ รองปลัดสุดา  ขัดคำสัง ก.ท.จ. ทั้งยัง ละเมิดอำนาจศาลถึงไม่ถูกต้องสอบวินัยร้ายแรง  หากจะกลับมาปฏิบัติหน้าที่นายกเทศมนตรีเมืองคลองหลวง โดยที่ยังไม่ถูกตั้งสอบวินัยร้ายแรงให้เสร็จสิ้นก่อนสมควรหรือไม่?ที่จะมา ปฎิบัติหน้าที่นายกเทศมนตรีเมืองคลองหลวง ส่วนนิติกรชำนาญการ ก็ถูกตั้งสอบวินัยรายแรงด้วยใน ฐานนำรถหลวงไปก่อเหตุจนเกิดคดีอาญา ถึงแม้คดีดังกล่าวศาลจะยกฟ้องก็ตาม แต่การนำรถหลวงไปก่อเหตุถื่อว่ามีความผิดทางอาญาและวินัย ในการนำรถราชการไปใช้ส่วนตัว เหตุใดถึงไม่ได้รับโทษ ซึ่งเทียบเคียงจากคดีที่ ปปช.ชี้มีความผิด  การนำรถหลวงไปใช้ คือผิด มาตรา 151  ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาล หรือเจ้าของทรัพย์นั้น  ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาท ถึงสี่แสนบาท   แต่เหตุใดทาง คณะอนุกรรมการการโอนพนักงานเทศบาลกรณีที่มีเหตุความจำเป็นจังหวัดปทุมธานี โดยมีนาย พินิจ บุญเลิศ ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี  เป็นประธานกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัดปทุมธานี  จึงลงความเห็นว่าเรื่องดังกล่าวเป็นความยัดแย้งส่วนตัว  เป็นคำถามที่จะต้องมีการสอบถามไปยังผู้ว่าราชการ จังหวัดปทุมธานี และปลัดกระทรวงต่อไป ว่าใช้หลักการและข้อกฎหมายใดในการพิจารณาเรื่องดังกล่าว และคณะกรรมการพิจารณาดังกล่าว มีใครบ้าง และเหตุใดถึงไม่สั่งการให้มีการตั้งสอบวินัยรายแรงให้แล้วเสร็จก่อน เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและความแคลงใจของเจ้าหน้าที่เทศบาลเมืองคลองหลวงและประชาชน










วันพฤหัสบดีที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2563

เปลี่ยนด่วน! ทนายกระดูกเหล็กสั่งเปลี่ยน พงส.คดีพ่อค้าเนื้อยิงหนุ่มวินดับ


ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช ขอเปลี่ยนตัวพนักงานสอบสวน คดีพ่อค้าเนื้อยิงหนุ่มวินรถจักรยานยนต์เสียชีวิต เพียงมีปากเสียงไม่ช่วยขยับรถจอดขวางทางเข้าบ้าน




ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช พานางสมบัติ หอมจิตร แม่ของนายสมชาย ยอดเพ็ชร หรือน้องเบสท์ ที่ถูกพ่อค้าเนื้อในตลาดคลองเตยใช้ปืนจ่อยิงจนเสียชีวิต อุ้มรูปลูกชายเดินทางไปติดตามความคืบหน้าคดี

โดยนางสมบัติ เล่าว่า หลังจากเกิดเหตุทางด้านผู้ก่อเหตุไม่ได้เข้ามาช่วยเหลือเยียวยาทางครอบครัวเลย มีเพียงพ่อของผู้ก่อเหตุเดินทางไปร่วมงานศพ 2 วัน และพูดขอโทษเพีงเท่านั้น รวมถึงไม่ทราบว่าความคืบหน้าคดีตอนนี้ถึงขั้นตอนไหนแล้ว



ด้านทนายอนันต์ชัย เปิดเผยว่า ในวันนี้ได้นำพยานที่เห็นเหตุการณ์ 3 ปาก เข้าให้ปากคำกับ พนักงานสอบสวนสน.ท่าเรือ หลังจากที่แม่ของผู้ตายได้ร้องขอความช่วยเหลือกับตนเอง ขณะที่ตนเองกำลังบวชเป็นพระภิกษุ เมื่อวันที่ 16 ธันวาคมที่ผ่านมา เพราะเกรงว่าลูกจะตายฟรี และไม่ได้รับความเป็นธรรม เนื่องจากฝ่ายผู้ก่อเหตุมีฐานะดี ได้ว่าจ้างทนายดัง มาเป็นที่ปรึกษาคดี จึงกลัวว่าผู้ต้องหาจะไม่ถูกดำเนินคดี และกลัวว่าผู้ต้องหาได้รับการประกันตัวออกมาข่มขู่พยาน และทำลายหลักฐานต่างๆ  รวมถึงตั้งแต่เกิดเหตุทางตำรวจเรียกสอบพยานฝั่งผู้เสียหายสอบปากคำเพียง 2 ปากเท่านั้น นอกจากนี้ ยังนำภาพจากกล้องวงจรปิดอีกชุดที่เผยเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่ตัวผู้ก่อเหตุพยายามถอยรถเข้ามาจอดภายในบ้าน โดยมีรถจักรยานยนต์จอดขวางอยู่ แต่เมื่อผู้ก่อเหตุจอดรถภายในบ้านแล้วกลับออกมามีปากเสียงอีก ซึ่งจุดนี้สามารถระบุได้ว่าฝ่ายใดหาเรื่องก่อน





ขณะที่ พันตำรวจโทอาสา จันทรมณี สารวัตรสอบสวน ได้ชี้แจงว่าพยามล่าช้าเหตุผลที่สอบปากคำพยานล่าช้าเนื่องจากได้รับการประสานงานจากทางทนายอนันต์ชัย ว่า จะเข้ามาดูแลคดีนี้ และขอให้รอเพื่อฟังการสอบปากคำพยานพร้อมกัน จึงทำให้ ทนายอนันต์ชัย พร้อมพยาน ฝั่งผู้เสียหายโต้กลับทันทีว่าพนักงานสอบสวน ไม่สามารถสอบปากคำได้ เนื่องจากติดภารกิจอื่นจึงไม่สามารถสอบปากคำพยานฝั่งผู้เสียหายได้ครบทั้งหมด




ทั้งนี้ทางทนายอนันต์ชัย จึงยื่นเรื่องให้กับรองผู้กำกับการสอบสวน สน.ท่าเรือ เพื่อขอเปลี่ยนขอเปลี่ยนตัวพนักงานสอบสวนคนใหม่ทันทีอีกด้วย

วันอังคารที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2563

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ส่งความสุข เสริมสร้างกำลังใจแก่เยาวชนไทยทั่วประเทศ ด้วยการมอบของขวัญวันเด็ก เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี2563


(วันอังคารที่ 7มกราคม 63 เวลา 9.30น. ) มูลนิธิป่อเด็กตึ๊ง โดย นายวิเชียร เตะไพบูลย์ ประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พร้อมตัวย คณะกรรมการ และผู้บริหารมูลนิธิฯ มอบชุดของขญวันเด็กให้กับนักเรียนในเขต
กรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวน 294 โรงเรียน ณ มูลนิธิป่อเด็กตึ๊ง พลับพลาไชย รวมทั้งจัดให้มีการส่งชุดของขวัญ
วันเด็กของมูลนิธิฯ เพื่อมอบให้กับเยาวชนในส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ โดยผ่านสมาคม และมูลนิธิประจำท้องถิ่น และ มอบให้กับหน่วยงาน องค์กรต่างๆ ที่ขอสนับสนุน เป็นลำดับต่อไป



โดยเมื่อวันจันทร์ที่ 6 มกราคม 2563 ที่ผ่านมา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มอบชุดของขวัญว้นเด็ก ประกอบตัวย สมุด
ดินสอ และไม้บรรทัด จำนวน 180.000 ชิ้น แด่พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านนายกรัฐมนตรี เพื่อนำไปแจกจ่ายแก่เด็ก และเยาวชน เพื่อเป็นขวัญ และกำลังใจ เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2563 ณ ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบ รัฐบาล



 โดย วันเด็กแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ, 2563 นี้ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้จัดเตรียมสมุด ดินสอ และไม้บรรทัด เป็น
ของขวัญวันเด็กมอบให้เด็กนักเรียน เยาวชนในโรงเรียน และหน่วยงานต่างๆ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคทุกจังหวัด ทั่วประเทศ รวมเป็นจำนวน 5,100,000 ชิ้น คิดมูลค่าเป็นเงินทั้งสิ้น 30,600,00 บาท (สามสิบล้านหกแสนบาทถ้วน) 









การจัดเตรียมชุดเครื่องเขียน เพื่อเป็นของขวัญให้กับเยาวชน เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ เป็นหนึ่งในโครงการของ
งานสังคมสงเคระห์ของมูลนิธิป่อเด็กตึ๊ง ที่จัดต่อเนื่องมาเป็นประจำ กว่า 60 ปี นับตั้งแต่ที่ทางราชการกำหนดไห้มีวัน
เด็กแห่งชาติเมื่อปีพศ. 2502 เป็นต้นมา เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับเด็กและยาวชน เติบโตเป็น " เด็กไทยยุคใหม่ รู้รักสามัคคี รู้หน้าที่พลเมืองไทย" และเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติต่อไป



##มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต#


วันศุกร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2563

ศึกรวมพลคนคลองเคียน 2-3 มกราคม 2563

       

ศึกรวมพลคนคลองเคียน
              2-3 มกราคม 2563
ประธานกิตติมศักดิ์ ส.ส.ชาดา ไทยเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุทัยธานี และประธานการจัดงาน ส.จ.ปกาวิชญ์ บุษวะดี (ส.จ.เปี๊ยก) ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์อธิบดีอัยการภาค 1 ณ สนามมวยชั่วคราว วัดคลองเคียน ต.ท่าซุง อ.เมือง จ.อุทัยธานี ภาพ เอ คนข่าว